ประสบการณ์การใช้งาน Omnia Lite ภาคซอฟต์แวร์

หลังจากที่ใช้งานมาได้สองสามสัปดาห์ ผมก็ขอรีวิวเจ้า Omnia Lite ในแง่ซอฟต์แวร์หน่อยละกันนะครับ โดยเมื่อเปิดเครื่องมาแล้ว Omnia Lite นั้นจะมีหน้าจอ Today Screen ต่างจาก Windows Mobile ธรรมดา ตรงที่จะมีการใช้ Widget เหมือนกับ Samsung เครื่องอื่นทั่วๆ ไปซึ่งเราสามารถแก้ได้ตามต้องการครับ



มินิรีวิว Samsung Omnia Lite

ผมเองมีความคิดอยากจะได้ PDA ซักตัวมาเพื่ออ่าน PDF, Powerpoint เวลาตรวจคนไข้ เพราะบางทีก็มีความรู้ต่างๆ ที่เราอาจจะจำได้ไม่หมด หรือไม่แม่น (โดยเฉพาะ Dose ยา.. ถึงแม้ว่าจะดูไม่ค่อยมืออาชีพก็เหอะแต่ผมว่าดีกว่าให้ยาผิดๆ ใช่ไหมครับ) นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดอื่นๆ อีกเช่น


  • PDF, Powerpoint ต้องอ่านได้เร็วพอควร ไม่งั้นอาจขี้เกียจเปิดซะงั้น
  • ต้องสนับสนุนด้าน Organizer เต็มที่ และที่สำคัญต้องเชื่อมกับ Google Calendar ที่ใช้อยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยบริการเสริม (เคยใช้โทรศัพท์เครื่องเดิมกับ GooSync แล้วรู้สึกไม่เวิร์คเท่าไหร่)
  • น้ำหนักเบา พอที่จะพกได้ง่าย เพราะโดยมากต้องพกโทรศัพท์โรงพยาบาลอีกเบอร์อยู่แล้ว
  • ราคา ต้องถูกพอที่จะทำหายแล้วไม่รู้สึกผิดมากนัก (ถึงแม้จะไม่เคยทำหายก็เหอะ)
  • มีกล้องพอถูไถ เพราะตอนนี้พกกล้องดิจิตอลติดตัวไว้ถ่ายรูปรอยโรคอยู่แล้ว แต่คงต้องมีไว้เผื่อลืมหยิบกล้องไป

ตอนแรกๆ ก็ดู Samsung Omnia I เอาไว้แต่รู้สึกว่ามันก็เก่าแล้ว พอรู้ว่า Omnia Lite เริ่มออกขายแล้วก็เลยรีบไปหามาเป็นเจ้าของเลยครับ โดยคุณสมบัติเบื้องต้น


  • น้ำหนักประมาณ 103 กรัม
  • Windows Mobile 6.5 ตัวใหม่
  • กล้องพอถูไถ 3.2 เมก อันนี้พอไหว
  • WiFi, EDGE, GPS, Bluetooth ครบ
  • จอยังเป็นแบบ Resistive อยู่ แถมสไตลัสให้หนึ่งอัน แต่เป็นแบบห้อยๆ
  • ราคา 10900 บาท โอเคเลย
  • แบตเตอรี่ 1500 mAh ใหญ่ดี


และแล้วกล่องนี้มันก็มาอยู่ในมือผมครับ ซื้อมาจาก Jay Marts สาขาพารากอน ถามเจ้าหน้าที่ยังบอกว่าไม่มี Mock-Up ให้ลองจับเล่นมีแต่ตัวจริงเลย เพราะเพิ่งออกมาได้สามวัน โอ้ว


Surgical Mask ให้ผลไม่แตกต่างจาก N95 ในการป้องกัน Influenza

เรื่องของการป้องกัน Influenza หรือไวรัสไข้หวัดใหญ่ในบุคลากรสาธารณสุข นั้นเป็นที่ถกเถียงกันมานานแล้ว (และยังอาจถกเถียงกันต่อไป) วันนี้ ผลการวิจัยฉบับหนึ่งที่ลงใน JAMA (Journal of American Medical Association) อาจเปลี่ยนแปลงหลักการนี้ไปครับ

ทีมวิจัยนำโดย Mark Loeb จาก McMaster University ทำการศึกษาอัตราการติดเชื้อ (Lab-confirmed by PCR หรือ 4-fold rise in Hemagglutinin) โดยแบ่งพยาบาลที่ทำหน้าที่ประจำห้องฉุกเฉิน, หอผู้ป่วยอายุรกรรม หรือหอผู้ป่วยกุมารในโรงพยาบาลระดับ tertiary care ใน Ontario เป็นส่องกลุ่มด้วยวิธีสุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ใช้ N95 (mask ที่มี filter ป้องกันเชื้อโรคพิเศษ สามารถกรองวัณโรคได้) อีกกลุ่มใช้ Surgical Mask ธรรมดา (mask ผ้านั่นแหละ) ในช่วงปี 2008-2009 ทีผ่านมา และวิเคราะห์ด้วยวิธีการแบบ non-inferiority (พยายามพิสูจน์ว่ามันไม่แตกต่างกัน)

ผลการวิจัยพบว่าในพยาบาล 225 คนที่ใช้ surgical mask ธรรมดานั้นเกิดการติดเชื้อ 50 ราย (23.6%) ไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ใช้ N95 ที่เกิด 48 ราย (22.9%) โดยมี absolute risk difference = -0.73% (95%CI -8.8% - 7.3%; P=.86) ผู้ทำการวิจัยสรุปว่า การใช้ surgical mask นั้นไม่แตกต่างจาก N95 ในการป้องกัน lab-confirmed influenza

ใครสนใจอ่านในรายละเอียด ผมแนะนำให้อ่านครับ
Paper ตัวจริง: http://jama.ama-assn.org/cgi/content/full/2009.1466v1?papetoc
Editorial: http://jama.ama-assn.org/cgi/content/full/2009.1494v1?papetoc

ไปงาน Windows 7 Blogger Day

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจาก @markpeak ให้ไปฟังงานมีตติ้งของไมโครซอฟท์กับ Blogger ที่เกี่ยวกับวินโดวส์ตัวใหม่ (Windows 7) โดยทางไมโครซอฟท์ได้ให้ชื่อว่า Windows 7 Blogger Day ครับ

จริงๆ แล้วบริษัทไอทียุคใหม่ในช่วงหลังๆ นั้นมีแนวโน้มที่จะเจาะตลาดกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก อย่างคราวที่แล้วก็เคยไปงาน Intel Blogger Day มาเหมือนกัน (อืม ชื่อเหมือนกันเลยแฮะ) โดยตอนนั้นเป็นกลุ่มเล็กๆ ดูเทคโนโลยีโปรเซสเซอร์ของอินเทลที่ใช้ในเครื่องต่างๆ และโน้ตบุ๊ค แต่คราวนี้มาเป็นซอฟท์แวร์ของไมโครซอฟท์ครับ

งานจัดขึ้นที่สำนักงานไมโครซอฟท์ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน ก็เลยตอบตกลง @markpeak ไป จากบ้านผมไปก็แค่ 20 นาทีเอง (ใกล้กว่าบ้านไปรพ.รามา ที่ทำงานซะอีก -_-" อยากมีที่ทำงานใกล้ๆ บ้านบ้างแฮะ) รถไม่ติดครับ



สิ่งที่พูดถึงในงานนั้นเป็นความสามารถใหม่ๆ ของวินโดวส์ 7 ไม่ว่าจะเป็น Virtual PC, PowerShell, GUI ใหม่ ของวินโดวส์ นอกจากนี้แล้วทางไมโครซอฟท์ก็ยังโชว์เทคโนโลยี Touch ที่มีใหม่ใน Windows 7 ด้วย (ผมไปลองมาแล้วแหละ พบว่าจอมันก็ไม่ได้ตอบสนองอะไรดีซักเท่าไหร่ อารมณ์เดียวกับเกมจิ้มจอที่มีอยู่ดาษดื่นตามห้างซะมากกว่า.. ไม่ให้ความรู้สึก touch ซะเท่าไหร่เลย หรือเป็นเพราะเครื่องที่เอามาแสดงมันช้าหรือเปล่าก็ไม่รู้) นอกจากนี้ที่ผมสังเกตเห็นคือบล็อกเกอร์ส่วนใหญ่ที่มานั้นใช้ Lenovo Thinkpad (มีเป็นสิบๆ เครื่องเลยแหละ)! (มีคนใช้แมคอยู่ประปราย) ส่วนคนใช้ Dell แบบผมนั้นมีสองสามคนเองมั้ง

หลังจากจบงาน วันถัดมาก็เลยได้ฤกษ์ลง วินโดวส์ 7 ที่เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเสียเลย โดยที่ลงนั้นผมอัพเกรดจาก Vista 32 Bit -> 7 32 Bit ครับเนื่องจากว่าขี้เกียจลงโปรแกรมทั้งหมดใหม่ โดยเพียงแค่ใส่ DVD ลงไปในเครื่องแล้วก็ลงตามปกติ ก็พบว่าเมื่อผ่านไปประมาณ 2-3 ชั่วโมงระบบก็พร้อมใช้ทีเดียว เท่าที่สังเกตสิ่งที่เสียเวลามากที่สุดคือการคัดลอกไฟล์โปรแกรมต่างๆ ครับ

โปรแกรมทั้งหมดของผมนั้นย้ายมาอยู่บนวินโดวส์ 7 ได้ง่ายๆ เลยครับ แทบไม่ต้องลงอะไรใหม่เสียเท่าไหร่ ยกเว้นไดรเวอร์บางตัว นอกจากนี้พบว่าอุปกรณ์ส่วนใหญ่ของผมทำงานได้ดีกับวินโดวส์ 7 ครับ

อย่างไรก็ดีหลังจากใช้งานมาได้สักพัก ผมก็รู้สึกว่าวินโดวส์ 7 นั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรเท่าไหร่จาก Vista โดยสิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นมักจะเป็นพวกกราฟฟิคที่ดูเท่ขึ้น วืบไปวืบมา เสียมากกว่าที่จะเป็นฟังก์ชันที่ได้ประโยชน์จริงๆ นอกจากนี้ผมรู้สึกไม่ชอบ Task Bar อันใหม่ที่ไอคอนใหญ่ ต้องปรับมาให้เป็นไอคอนเล็กๆ และมีข้อความ (ผมว่าเวลาสับเปลี่ยนโปรแกรมมานั่งคลิีกไอคอนเล็กๆ นี่มันลำบากนะ

คงต้องลองใช้ไปอีกซักพักกระมัง กว่าจะชิน

(c) Copyright 2015 Pawin Numthavaj. Powered by Blogger.