สรุปทริปปีนฟูจิ สิงหาคม 2559

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาสไปปีนภูเขาที่ใครๆ ก็รู้จักกันครับ นั่นก็คือ ภูเขาไฟฟูจิ \0/ เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้มีโอกาสไปปีนเขากับเพื่อนๆ (ไม่เคยปีนที่ไหนมาก่อน แม้แต่ภูกระดึงก็ไม่เคยไป) แต่ก็ทำใจแล้วครับว่าจะต้องเหนื่อยแน่นอนคงไม่เหมือนเที่ยวญี่ปุ่นที่เคยๆ มา แล้วก็เหนื่อยมากๆ จริงๆ ครับ แต่ในที่สุดก็พิชิตมันมาได้ ก่อนหน้าปีนนี้ผมฟิตซ้อมร่างกายด้วยการเดิน Threadmill โหมด Hill มาสักระยะหนึ่งก่อนแล้วครับ แต่ดันมาขาแพลงตอนหนึ่งเดือนก่อนหน้า เกือบจะอดปีน -_-"

ส่วนของการเตรียมตัว อุปกรณ์ต่างๆ และการเลือกเส้นทางในการปีน ผมว่าจะเขียนเก็บบันทึกไว้อีกโพสต์หนึ่งละกันนะครับ อันนี้ขอสรุปคร่าวๆ ก่อน


สรุปทริปฟุกุโอกะ มีนาคม 2559

วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปญี่ปุ่นอีกครั้งครับ นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกของปีนี้เลยนะ แล้วก็ไปเที่ยวที่ๆ ผมไม่เคยไปมาก่อน.. ฟุกุโอกะครับ เนื่องจากผมไม่ต้องการหยุดนานมาก (งานรัดตัว) ประกอบกับว่าจริงๆ คืออยากไปช็อปปิ้งดูเฉยๆ แล้วก็จองได้ตั๋ว Jetstar ไปกลับแบบถูกมากๆ (หกพัน บวกอีกพันสองพันค่าโหลดกระเป๋าครับ) เลยจองเมื่อเดือนมกรา แล้วก็ไปเลยในเดือนนี้ครับ

ช่วงที่หาที่พักผมเองก็รู้สึกลำบากใจ (กลัวงบบานปลาย) เลยเลือกที่พักแบบ Hostel ครับ ก็เรียกได้ว่ายอมรับสภาพที่อาจต้องไปนอนรวมกับคนอื่นได้ พอดีเพื่อนที่ไปด้วยโอเคก็เลยลองจอง ปรากฎว่าได้ห้องรวมสองคนครับ พักที่ Fukuoka Hana Hostel ซึ่งเราสองคนประทับใจมากครับ เพราะอยู่ใกล้ที่ช็อปปิ้งมากเลย (จริงๆ คืออยู่กลางช็อปปิ้งอาเขตเก่าแก่ของที่นี่ ที่ชื่อว่า Kawabata 川端 เลยแหละ เปิดไปข้างๆ เป็นร้านร้อยเยน 0/) เดินอีกสองสามร้อยเมตรก็ถึง Maxvalu ที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง และอยู่ติดกับห้างดังของที่นี่คือ Canal City ครับ

สภาพตัวที่พักเองก็ถือว่าดีมาก เนื่องจากสภาพห้องก็มาตรฐานตามโรงแรม Business Hotel ของญี่ปุ่นทั่วไปครับ แต่ด้วยความเป็นโฮสเทลทำให้ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากเท่าไหร่ (ไม่มีผ้าเช็ดตัว พอดีผมเอาไปเองเลยไม่ต้องจ่ายเพิ่มผืนละ 100 เยน) แต่ก็มีห้องอาบน้ำอุ่น และห้องน้ำรวมก็ดีมากเลยครับ (เป็นห้องน้ำรวมที่สะอาดมากๆ และค่อนข้างใหม่ครับ สภาพเหมือนเราอยู่บ้านแล้วแชร์ห้องน้ำกับคนอื่นน่ะครับ)

วันแรก 11 มีนาคม 2558 สุวรรณภูมิ - สนามบินฟุกุโอกะ

  • นั่งเครื่องยี่ห้อ Jetstar ครับออกจากสุวรรณภูมิประมาณตีสองครับ ตอนเข้าไปก็ราวๆ ห้าทุ่มเที่ยงคืนครับ เช็คอินเสร็จผมก็ไปซื้อของ Duty Free แล้วก็ไปนั่งเล้าจ์คิงพาวเวอร์(ฟรี)ตามเคย ปรากฎเกือบไม่ทัน 555 วิ่งไปเคี้ยวไส้กรอกไปในสนามบิน (แต่จริงๆ ก็ทันแหละเพราะนั่งหน้าต้องขึ้นเครื่องเป็นคิวหลังๆ อยู่แล้ว)
  • เครื่องบินขาไปค่อนข้างเก่านิดหน่อย แต่นักบินขับได้นุ่มดีครับ ดีกว่าตอนเวียดนามแอร์ไลน์เยอะเลย (หรือตอนนั้นผมซวยเองก็ไม่รู้นะ)
  • ขึ้นเครื่องมาแอร์ก็เสริฟข้าวเลย (ผมซื้อข้าวไว้ตั้งแต่ตอนจองตั๋ว)  ซึ่งมันประหลาดมากเพราะตอนนั้นมันก็ราวๆ ตีสามตีสี่.. แต่ก็บอกเขาว่าขอเก็บไว้กินตอนหลังเขาก็โอเคแต่เขาบอกว่าอาจจะไม่ร้อนครับ
วันที่สอง 12 มีนาคม 2558 ฟุกุโอกะ - คุมะโมโต้ - ฟุกุโอกะ
  • มาถึงสนามบินฟุกุโอกะตอนประมาณเก้าโมงเช้าครับ ก็ไปซื้อตั๋ว JR Kyushu Rail Pass ตรงด้านหน้าทางออกของตรวจคนเข้าเมืองเลยครับ ผมซื้อแบบสามวัน (คือจริงๆ ใช้ไม่คุ้มมากหรอกเพราะไปแค่คุมะโมโต้ด้วยชินคันเซ็นแค่นี้ แต่มันก็ยังถูกกว่าซื้อตั๋วชินคันเซ็นเป็นเที่ยวละนะ)
  • นั่งรถ Shuttle Bus จาก International Terminal ไปลง Domestic Terminal ซึ่งมีสถานีรถไฟใต้ดินครับ เนื่องจากสอง Terminal นี้อยู่ห่างจากกันไกลเหมือนกัน เลยเลือกที่จะนั่งรถบัสไปลงรถไฟใต้ดินครับ รถบัสออกทุกสิบห้านาที ขาไปคนไม่เยอะแต่ระวังถ้าไฟลท์คนเยอะก็อาจจะเต็มได้นะครับ
  • ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินแบบวัน (ห้าร้อยกว่าเยน) นั่งรถไฟใต้ดินจากสนามบินไปลงที่สถานี Nakatsu-kawabata ซึ่งเป็นสถานีที่ใกล้ที่สุดของ Hostel ครับ (ทางออกจะอยู่ฟากหนึ่งของช็อปปิ้งอาเขต แต่โฮสเทลอยู่อีกฟากของช็อปปิ้งอาเขตครับ)
  • เช็คอิน Hostel แล้วฝากกระเป๋าครับ
  • เราลองเดินจาก Hostel ไปที่สถานีฮากาตะครับ พบว่าจริงๆ ก็ไม่ไกลมากครับ แต่ถ้าขนกระเป๋าหนักๆ มานั่งรถไฟจะดีกว่า
  • แวะกิน Starbucks ซึ่งช่วงนี้มีเมนูใหม่พอดี เป็น Freppe สตรอเบอรี่ผสมซากุระ 


  • จองตั๋วและนั่งชินคันเซ็นจาก ฮากาตะ (สถานีหลักของฟุกุโอกะ) ไปยัง คุมะโมโต้ครับ 
  • เที่ยวชมในสถานีคุมะโมโต้ครับ พอดีตอนที่ไปเขาฉลองชินคันเซ็นครบห้าปี ให้คุมะมง (มาสคอตประจำเมืองอันสุดโด่งดัง) เป็นนายสถานีพอดี 55
  • นั่งรถรางไปชมปราสาท คุมะโมโต้ครับ

  • ทานราเม็งที่แถวปราสาทคุมะโมโต้ครับ
  • เดินเล่นแถวนั้นแล้วนั่งรถรางกลับมาที่สถานีคุมะโมโต้ครับ
  • นั่งชินคันเซ็นกลับครับ
  • ตอนเย็นเราไปกินบุฟเฟต์ขาปูครับ ร้านชื่อ บิคุริคานิยะ びっくりかにや ราคาไม่แพง 2500 เยนเติมได้ไม่อั้นครับ 90 นาที ลักษณะจะเป็นชาบูครับ อร่อยและถูก แนะนำครับ (แต่ต้องจองนะ ผมฝากเพื่อนที่ญี่ปุ่นจองครับ)

  • กลับแถวที่พัก ซื้อขนมของฝากเล็กๆ น้อยๆ ที่ Maxvalu แถวนั้นครับ
วันที่สาม 13 มีนาคม 2559 ช็อปปิ้งในฟุกุโอกะ
  • ตื่นเช้า เราไปเดินเที่ยวย่าน เท็นจินครับ
  • มีห้างหลายห้างมากครับ ผมเดินไปซื้อดีวีดีที่ร้าน Mandarake ตามที่ตั้งใจครับ ร้านนี้ขายพวกเกม ดีวีดีมือสอง ฟิกเกอร์ต่างๆ
  • ไปกินราเม็ง Ippudo สาขาดั้งเดิม original ที่ย่านเท็นจินครับ ร้านจริงๆ อยู่ในตรอกเล็กๆ แทบไม่มีคนเลยครับ ส่วนใหญ่คนไปกินสาขาที่ใหญ่กว่าตรงถนนใหญ่กันครับ (คิวยาวด้วย) แต่ร้านค่อนข้างแคบ อารมณ์ร้านก๋วยเตี๋ยวเมืองไทย
  • เดินเล่นแถวนั้น กินเฟรปเป้ซากุระ
  • ช็อปปิ้งของฝากในชั้นใต้ดินห้าง Mitsukoshi ย่านเท็นจินครับ ได้ขนมของฝากมาเล็กน้อย
  • นั่งรถไฟกลับไปเก็บของที่ Hostel ครับ
  • เดินไปเดินเล่นที่ห้าง Canal City ครับ ผมไปเดิน Uniqlo, แวะร้านมูจิ, ร้านขนมลูกเจี๊ยบฮิโยโกะ
  • เดินไปสถานีฮากาตะครับ ไปถ่ายรูปกับไฟหน้าสถานีและตุ๊กตาโดเรมอนหน้าสถานีครับ
  • ช็อปปิ้งร้านร้อยเยน Can do ที่ห้าง Yodobashi ข้างๆ สถานีฮากาตะครับ
  • ช็อปปิ้งร้านไดโซะที่ด้านบนของ Hakata Bus Terminal ครับ จะบอกว่าร้านใหญ่มากๆ ใครไปแวะที่นี่น่าจะดีกว่าแวะร้านร้อยเยนที่อื่นครับ
  • นั่งรถไฟกลับมาที่ Hostel ครับ
  • ออกไปกินซูชิตอนเย็นที่ Sushi Zanmai ตอนห้าทุ่มครับ (ร้านนี่เปิด 17.00-05.00 น. ครับ เพราะแถวนั้นเป็นไนต์คลับ ถ้าใครกินไม่ทันที่อื่นมากินตรงนี้ก็ได้ครับ) 
  • กลับ Hostel นอนครีับ
วันที่สี่ 14 มีนาคม 2559 ฟุกุโอกะ - สุวรรณภูมิ
  • ตื่นเช้าเพราะไฟลท์ออกสิบโมง เราเลยเดินไปรถไฟใต้ดินกลับสนามบินตอนเจ็ดโมงครับ
  • เช็คอิน Jetstar คนเยอะ เสียเวลาพอควรครับ
  • ขึ้นเครื่องตอนสิบโมงตรงเวลา
  • ถึงไทยตอนบ่ายสองโมงครับ
ก็นับว่าเป็นทริปที่สั้นมากที่สุดที่เคยมาญี่ปุ่นครับ (อยู่โน่นจริงๆ ก็แค่สองวันน่ะแหละ) แต่ก็สนุกดีเพราะได้ซื้อของที่ต้องการจนครบครับ เนื่องจากผม List ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะซื้ออะไรจากที่ไหนครับ จริงๆ ก็จะเรียกว่าเป็นทริปช็อปปิ้งเสาร์อาทิตย์ก็ว่าได้ ก็นับว่าคุ้มค่าสำหรับราคาตั๋วที่ถูกมากๆ แบบนี้ครับ ไว้ว่างๆ อาจจะไปอีก 555

แนะนำวิธีการมาพบแพทย์ที่ รพ. รามาธิบดี

บล็อกนี้ผมขออนุญาตเล่าเกี่ยวกับวิธีการมาพบหมอที่โรงพยาบาลนะครับ (คือจะทำยังไงให้เราเจอกันได้อ่ะเนอะ 555) จากประสบการณ์ที่มักจะมีคนใกล้ตัวอยากจะมาพบหมอ มาตรวจที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็เลยขอแนะนำกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ เผื่อจะเป็นประโยชน์นะครับ

ก่อนอื่น ขอแนะนำโรงพยาบาลก่อนนะครับ โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นโรงเรียนแพทย์ครับ ชื่อเต็มๆ คือ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นสถาบันผลิตแพทย์และให้บริการผู้ป่วยด้วย ดังนั้นก็จะมีบุคลากรต่างๆ มากมาย สำหรับผู้ป่วยแล้วการมาพบแพทย์ที่นี่ ก็อาจจะได้พบกับทั้งการตรวจกับนักศึกษาแพทย์ (แต่การที่เจอนักศึกษาแพทย์ทุกครั้งจะมีอาจารย์แพทย์มาตรวจซ้ำเสมอครับ ไม่ต้องกลัวนะครับ) ตรวจกับแพทย์ที่จบแล้วแต่กำลังศึกษาต่อเฉพาะทาง และอาจารย์แพทย์ครับ


สวัสดีปีใหม่ 2016, ลาก่อน 2015

ปีนี้อยากสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา บันทึกไว้เพื่อจดจำ

  • เป็นปีที่ไปญี่ปุ่นมากครั้งที่สุด เริ่มตั้งแต่ฉลองปีใหม่ที๋โยโกฮามา, ไปเล่นหิมะที่ฮอกไกโด, ไปดูซากุระบานที่มัตซึโมโต้, ไปเดินเล่นที๋โกเบ, และจบด้วยไปดูใบไม้แดงที่เกียวโต
  • รวมแล้วอยู่ที๋โน่น 4 + 8 + 6 + 4 + 10 = 32 วัน
  • ต้นปี ภาษาญี่ปุ่นแบบมือใหม่มาก อ่านไม่ออก ปลายปีสามารถคุยได้พอรู้เรื่อง อ่านได้คล่องขึ้น
  • ได้ไปอีกที่คือไปอบรมที่สิงคโปร์แบบไม่คาดฝัน 
  • รู้สึกว่าเที่ยวบ่อย แต่ก็รู้สึกว่าหลังจากไปเที่ยวแล้วจะมีแรงพัฒนาการทำงานด้วย
  • ตีพิมพ์เปเปอร์ได้ 1 อันและมีงานในมือรอ submit อีกหนึ่ง และมีงานวิจัยที่ดำเนินการอยู่ มีคนไข้พอสมควร
  • จัดการเรื่องคอนโดได้เสร็จ พออยู่ได้แล้ว มีเตียงมีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น แต่เคยนอนจริงๆ แค่สองคืนตอนปลายปี
  • ออกกำลังกายมากขึ้น เพราะได้ใช้ฟิตเนสคอนโดออกกำลังด้วย
  • พัฒนางานสอนมากขึ้นหลังจากได้ไปอบรมงานสอน หวังว่าต่อไปจะมีแรงสอนต่อ
หวังว่าปีนี้และต่อๆ ไปจะมีโอกาสไปเที่ยวได้บ่อยๆ แบบนี้อีกนะ \0/

สรุปทริปคันไซ ธันวาคม 2558

ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเยือนคันไซอีกครั้งครับ (หลายครั้งแล้วนะปีนี้) คราวนี้ไปเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ อีกสามคนครับ เป็นครั้งที่ไปเยือนยาวอีกครั้งครับคือไปอยู่สิบวัน (แต่ใช้วันลาแค่สามวันเอง เย่ \0/ ) ไปที่เดิมคือลงเครื่องที่สนามบินคันไซ ครึ่งแรกใช้โอซาก้าเป็นที่ตั้งเที่ยวโอซาก้า โกเบ นารา แล้วย้ายไปเกียวโตเพื่อเที่ยวอีกครึ่งทริปที่เหลือ จึงกลับทางคันไซแบบเดิมครับ ขอสรุปไว้ก่อนนะครับ


Profile

My photo

An Ear, Nose, and Throat (ENT) surgeon, an epidemiologist in studying, and a guy who loves technology.
(c) Copyright 2015 Pawin Numthavaj. Powered by Blogger.