ไปญี่ปุ่นกับครอบครัว (2) ตามหาฟูจิ.. ไม่เจอ T_T

กลับมาทริปญี่ปุ่นกันต่อนะครับ (ดองเค็มมากมาย) ตอนนี้จะกล่าวถึงวันที่สองครับ หลังจากวันแรกที่ผมถึงโตเกียว เนื่องจากแม่ต้องประชุมต่ออีกวันหนึ่ง ผมเลยไปเที่ยวตามหาฟูจิกับพ่อและน้องครับ

ที่ที่เลือกไปดูฟูจิครั้งนี้ก็ยังคงเป็นทะเลสาบ Kawaguchi (河口湖, Kawaguchi-ko) เหมือนเดิมกับคราวเมื่อสงกรานต์ที่ไปกับเพื่อนครับ เพราะรู้สึกว่าไปง่ายดีด้วยรถไฟครับ

การไปทะเลสาบนี้ไปได้สองวิธี คือรถบัส กับรถไฟครับ ผมเลือกที่จะไปรถไฟเพราะชอบนั่งรถไฟ แล้วก็รู้สึกว่าสะดวกสบายกว่ารถบัสครับ (ระยะเวลาไม่ห่างกันมากนักครับ แต่รถบัสจะถูกกว่า และไม่ต้องต่อรถไฟ)

ระบบ Self-Checkout ที่ Central Food Hall at Central World

วันนี้ได้ลองใช้ระบบ Self-Checkout หรือจ่ายเงินอัตโนมัติที่ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ Central World อีกครั้งครับ

ระบบนี้เพิ่งจะเอาเข้ามาใช้ที่นี่ได้สักประมาณ 1-2 เดือนนี้เอง ในต่างประเทศมีมาแล้ว 2-3 ปี แต่ก็น่าสนใจดีครับ ผมลองใช้มาสองทีแล้ว เลยขอพิมพ์เก็บเป็นข้อมูลเล่นๆ ดูครับ

เครื่องปัจจุบันที่ใช้อยู่ที่ Central Food Hall ที่ Central World นั้นมีอยู่ทั้งหมด 6 เครื่องครับ โดยหน้าตาของเครื่องคล้ายๆ กับเครื่องนี้เลย



กล่าวคือ เราจะต้องเอาตะกร้าเราไปวางที่ด้านขวามือของเครื่อง (ใครเข็นรถเข็นมาของเยอะๆ อด ต้องไปใช้ระบบจ่ายกับแคชเชียร์ตามปกติ) หลังจากนั้นเครื่องจะต้อนรับเราด้วยการให้กดปุ่มเริ่มกระบวนการบนจอ แล้วก็ให้เรารูดบัตรสมาชิกของซูเปอร์มาร์เก็ต (หรือใส่เบอร์โทรศัพท์สมาชิก)

พอเสร็จแล้วก็ถึงเวลาสแกนสินค้าในตะกร้าทีละชิ้นๆ ครับ โดยเราต้องหาบาร์โค้ด วางให้เครื่องสแกน แล้วก็เอาของที่สแกนเสร็จแล้วไปวางด้านซ้ายมือของเครื่อง เมื่อวางของแล้วเครื่องถึงจะอนุญาตให้เราสแกนชิ้นต่อไปได้ (ใช้ระบบดูน้ำหนักว่ามีของวางใหม่)

เมื่อสแกนครบแล้ว ก็กดปุ่มบนหน้าจอก็จะเข้าขั้นตอนจ่ายเงิน ในตอนนี้มีแต่ให้จ่ายผ่านบัตรเครดิต โดยเราก็จะต้องรูดบัตรเครดิตที่เครื่องหนึ่งครั้ง (คิดว่าคงไว้ดูรหัสหน้าบัตร) หลังจากนั้นถึงจะเสียบบัตรเพื่ออ่านชิพกับเครื่องรูดปกติ

ถ้าเราซื้อของน้อยกว่า 700 บาท กระบวนการรูดนั้นก็จะเสร็จเลย ไม่ต้องมาเซ็นยืนยันอะไรอีกครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่าถ้าเกินกว่านั้นอาจจะต้องเซ็นชื่อกำกับด้วย

อย่างไรก็ดีหลังจากที่ใช้มาสองครั้งนี้ ผมพบว่ามีปัญหา และข้อควรเปลี่ยนแปลงดังนี้ครับ

  • ขั้นตอนในการสแกน ค่อนข้างดูยากเล็กน้อย จะต้องหันสินค้าให้ตรงกับที่จะสแกน
  • บางครั้งสแกนแล้วมันจะขึ้น Error ซึ่งต้องให้พนักงานมาปลดล็อก ถึงจะสแกนอันถัดไปได้ (ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงขึ้น Error) ปัญหาคือมันขึ้นบ่อยมาก ผมซื้อของสิบชิ้น Error สักสี่ห้าชิ้นได้ ก็แทบไม่ต่างจากให้พนักงานสแกนให้
  • ระบบจ่ายเงิน ยังไม่ลิงค์กับระบบใช้คูปองลดราคา ทำให้ใครมีคูปองแล้วจะใช้ ก็ต้องไปใช้ช่องปกติ
  • ใครซื้อของเยอะๆ ก็ไม่สามารถใช้ระบบนี้ได้ จำกัดแค่ของตะกร้าเดียว
  • ช่องเวลาไม่มีคน ว่างมากเสียจนไม่แน่ใจว่าช่องมันใช้ได้จริงหรือเปล่า (คนคงกลัวเดินเข้าไปแล้วเงิบ พอผมเดินเข้าไปใช้ปุ๊บ มีคนมาลองบ้างปั๊บ)
คิดว่าระบบนี้อาจจะไปไม่ค่อยรอดเท่าไหร่ เนื่องจากไม่ค่อยมีคนใช้ ถ้าพัฒนาจุดด้อยต่างๆ เหล่านี้ก็น่าจะมีคนใช้มากขึ้น ทำให้คุ้มในการเอาไปติดตั้งสาขาอื่นมากขึ้นครับ

ไปญี่ปุ่นกับครอบครัว (1) บิน A380 ไปกินซูชิมิโดริ, ขึ้น Mori Tower

เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นกับพ่อ แม่และน้องมาครับ

ปกติที่บ้านจะไม่ค่อยได้ไปต่างประเทศเท่าไหร่ครับ เนื่องจากมักจะไปบ้านคุณตาคุณยายที่อยู่ภาคใต้มากกว่า เลยถือว่าไปเที่ยวเลย ครั้งสุดท้ายที่ไปต่างประเทศก็คงจะเป็นตอนไปสิงคโปร์เมื่อสมัยผมอยู่ม. ต้นอะไรทำนองนั้น (จริงๆ ที่บ้านเขาก็ไปพม่า เขมร มัลดีฟ อะไรทำนองนี้อยู่ช่วงผมเรียนมหาวิทยาลัย แต่ผมก็ยุ่งเสียจนไม่สามารถไปร่วมวงได้) ก็นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่ไปต่างประเทศกับที่บ้านก็ได้มั้ง

ที่เลือกไปญี่ปุ่นในครั้งนี้เพราะคุณแม่ต้องไปประชุมอยู่แล้วที่ญี่ปุ่น เลยให้คุณแม่ถือโอกาสอยู่ต่อ ส่วนผม พ่อและน้องก็ไปเจอคุณแม่เอาหลังจากเลิกประชุมครับ

ความโชคดีครั้้งนี้คือช่วงนี้มีตั๋วโปรโมชั่นของการบินไทยพอดี บินไปกลับญี่ปุ่นก็แค่ 17,000 ทำให้ที่บ้านตัดสินใจว่าจะไปกัน นอกจากนี้ตั๋วการบินไทยยังไปลงที่หนึ่งแล้วออกมาจากอีกที่ก็ได้ เลยเลือกไปลงที่สนามบินนาริตะ และกลับจากสนามบินคันไซครับ

ไฟลท์ที่บินไปนาริตะของการบินไทยมีสองไฟลท์ คือไฟลท์ดึกที่เวลาดีกว่า (ออกดึก ถึงเช้า เที่ยวได้เลย) กับไฟลท์เช้าที่บินเช้าถึงเย็น แต่เนื่องด้วยไฟลท์เช้าใช้เครื่อง Airbus A380 ที่ไม่เคยนั่ง ก็เลยอยากลองนั่ง A380 ดูครับ

มาซะเช้าเลย สุวรรณภูมิค่อนข้างเงียบครับ

ไฟลท์ออกประมาณเจ็ดโมงเช้าครับ ออกจากเกท C7 แน่นอนว่าครั้งนี้ผมก็ไปนั่งเลาจ์ King Power (ที่เข้าฟรีเพราะใช้บัตรเครดิต SCB Kingpower) รอเหมือนเดิม

เกทนี้แหละ TG 676

เครื่องบินลำใหญ่ดี ตอนขึ้นแบ่งเป็นข้างหน้ากับข้างหลังด้วย มีชั้นสอง แต่ผมนั่งชั้นล่างครับ



ข้อดีของ A380 การบินไทยนี่คือมีกล้องติดอยู่ตรงท้ายลำ ทำให้เห็นวิวว่าเครื่องบินกำลังบินอยู่ยังไง ซึ่งผมว่าทดแทนการที่ไม่ได้นั่งข้างหน้าต่างได้ดีทีเดียวครับ เสียแต่ว่าคุณภาพของภาพยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (อารมณ์ประมาณทีวีความละเอียดปกติ) ถ้าเป็นภาพแบบ HD ผมว่าน่าจะดีกว่านี้อีก



ผมนั่งริมหน้าต่าง ผู้หญิงคนข้างหน้าเอาตุ๊กตาหมีสีชมพูลาย Polka Dot ขึ้นเครื่องด้วย!!!



อาหารที่เสริฟบนเครื่องเป็นแบบนี้ครับ ผมเลือกอาหารทะเลมาตั้งแต่ตอนจอง ได้ออกมาเป็นอาหารทะเลย่างๆ ก็อร่อยดี


ตอนไปถึงก็จอดที่ Terminal 1 ครับ ละแวกเดียวกับ ANA เลยมีเครื่องของ ANA เยอะมากๆ

เครื่อง ANA ทั้งนั้น
อยากลองนั่ง 787 อีกอัน ยังไม่เคยนั่งเลย
ห้องน้ำสนามบินญี่ปุ่น ก็ยังมีโถแบบญี่ปุ่น (แบบในการ์ตูน) นะ


การเที่ยวครั้งนี้ผมเลือกไปโตเกียวก่อนสามวัน แล้วค่อยไปเที่ยวย่านคันไซ (เกียวโต และโอซาก้า) ในอีกสามวันที่เหลือครับ เนื่องจากพ่อและน้องยังไม่เคยมาเที่ยวที่โตเกียว เลยวางแผนว่าจะพาไปดูบรรยากาศเมืองก่อน รวมถึงไปดูฟูจิที่คาวากูจิโกะ (ที่ผมเพิ่งไปมากับเพื่อน) และผมเองก็อยากลองไปสวน Hitachi Seaside Park ที่เริ่มจะฮิตๆ กันในหมู่คนไทยด้วย

เนื่องจากเรามีออกนอกเมืองกัน ก็เลยวางแผนจะซื้อตั๋ว Kanto Area Pass ของ JR East ที่สามารถไปคาวากูจิโกะ และ Hitachi Seaside Park ที่อยู่จังหวัด Ibaraki (อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโตเกียว) โดยพาสนี้ครอบคลุมทั้งสองอย่างนี้ครับ จริงๆ แอบเสียดาย เพราะอยู่ไม่นาน อดนั่งชิงกันเซ็นสายสั้นๆ เล่น แต่ไปกลับ Ibaraki อย่างเดียวนี่ก็คุ้มค่า Pass แล้วครับ เพราะค่อนข้างไกล

เมื่อใช้ Kanto Area Pass ผมก็เลยเลือกที่จะนั่งรถไฟเข้าเมืองด้วย JR Narita Express เพราะไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม แล้วก็ลงที่สถานี Tokyo ต่อรถใต้ดินเข้าโรงแรมไม่นานด้วย ใครจะซื้อตั๋วที่ Terminal 1 ให้ลงมาที่ใต้ดินแถวหน้าสถานีรถไฟ จะมีห้องขายตั๋ว JR East Information Center อยู่ครับ (คนละที่กับเค้าน์เตอร์สถานีนะครับ แต่ใกล้ๆ กันเลย) เนื่องจากผมคิดว่าเราจะนั่งรถไฟใต้ดินกันบ่อยด้วย ก็เลยซื้อตั๋วสามวันของ Tokyo Subway อีกอย่าง (ราคา 1,500 เยนสำหรับนักท่องเที่ยว นั่งใต้ดินได้ทุกสาย) คราวนี้เลยสะดวกเลยจะนั่ง JR หรือ Metro ไปไหนมาไหนก็สบายไม่ต้องคิดมากครับ


รถไฟเชื่อมระหว่างนาริตะกับโตเกียวจะมีสองเจ้า คือของ JR กับของ Keisei ครับ สำหรับของ JR ชื่อว่า Narita Express ซึ่งจะไปยังสถานี Tokyo ก่อน หลังจากนั้นจะวนไปส่งต่อที่สถานีอื่นๆ ของ JR โดยมีทั้งที่ไปด้านเหนือของเมือง (อย่าง Omiya) ด้านใต้ (อย่าง Yokohama) และไปด้านตะวันตก (Shibuya, Shinjuku, และบางขบวนวิ่งยาวไปจนถึง Kawaguchiko ก็ยังมี) 

ส่วนอีกเจ้า Keisei ซึ่งมีรถด่วน Skyliner จะวิ่งไปแถวตะวันออกเฉียงเหนือของโตเกียวคือ Nippori และ Ueno ครับ จริงๆ Keisei Skyliner นี่วิ่งเร็วกว่า เพราะสร้างรางเชื่อมเป็นเส้นตรง (เป็นรางส่วนตัวของ Keisei) และรถก็วิ่งด้วยความเร็วสูงกว่า (160 km/hr เทียบกับ Narita Express 130 km/hr) แต่ข้อเสียคือมันสุดที่ Ueno ถ้าไปจุดอื่นผมว่า Narita Express ก็ยังสะดวกกว่าครับ

อย่างขบวนนี้ไป Tokyo ก่อนแล้วค่อยวนไป Shibuya, Shinjuku, Omiya
รถไฟญี่ปุ่นมี AED อยู่บนรถด้วยละ

หลังจากถึงสถานี Tokyo แล้วผมก็ต่อรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line (สายสีแดงตัว M) มายังสถานี Akasaka-Mitsuke ที่โรงแรมครับ


ครั้งนี้ผมพักที่ Centurion Hotel Residential Akasaka ที่เลือกที่นี่เพราะอยู่ย่านเดิมที่เคยมาแล้ว (คิดว่าจะได้ไม่หลง) นอกจากนี้โรงแรมยังมีห้องแบบ Family คือแยกเป็นห้องย่อยอีกสองห้อง ให้พ่อแม่นอน แยกกับผมและน้อง และยังมีห้องนั่งเล่น กว้างหน่อยจะได้สบาย ไม่เหมือนโรงแรมญี่ปุ่นทั่วไปที่ค่อนข้างแคบ

หลังจากเช็คอินแล้วก็พบว่าเย็นพอดี (ไฟลท์ถึงสี่โมง กว่าจะนั่งมาโตเกียวก็หกโมงแล้ว) ก็เลยวางแผนว่าวันแรกจะไปแค่กินซูชิ กับไปเดินย่าน Roppongi ที่ไม่ไกลมากเล็กน้อยครับ

มื้อแรกของโตเกียวครั้งนี้เลือกไปกินซูชิที่ร้าน Sushi Midori สาขา Akasaka ครับ ซึ่งอยู่ในย่าน Akasaka Sacas เป็นสาขาที่ไม่ค่อยมีคนไทยไปเท่าไหร่ คิวก็ไม่นานด้วย (คนไทยส่วนใหญ่ไปกินสาขาชิบูย่า กับสาขากินซ่ากัน ได้ข่าวว่าสาขาอื่นรอเป็นชั่วโมง สาขานี้รอประมาณ 30 นาทีก็ได้นั่งโต๊ะ) อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีคนไทยมาพักย่านนี้ด้วยมั้ง เพราะผมไปมาสองทีก็ไม่ได้ยินภาษาไทยจากคนที่อยู่ย่านนี้เลยแฮะ ร้านอยู่ชั้น 2 ของ Akasaka Biz Towerครับ คราวที่แล้วก็มากินที่นี่

ความสนุกของการกินซูชิมื้อนี้คือกินท่ามกลางคนญี่ปุ่นล้วนๆ ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษเลยครับ ตั้งแต่นั่งรอคิว ให้กดคิวเองก็เป็นภาษาญี่ปุ่น (กดมั่วๆ ตามเขาไป) เวลาเรียกคิวก็เรียกเป็นตัวเลขภาษาญี่ปุ่น (ต้องลำบากโทรไปถามเพื่อนว่าเลขคิวนี้อ่านว่ายังไงอีก) แต่ในที่สุดก็ได้กินไม่มีปัญหาอะไรครับ

ซูชิร้านนี้ไม่แพงครับ อร่อยด้วย ในชุดก่อนอื่นเลยเขาจะเอาชากับไข่ตุ๋นมาเสริฟให้ทานก่อนครับ


หลังจากนั้นเป็นสลัดมันปู อร่อยโฮก


อันนี้สั่งเพิ่ม ชิราโกะ รสชาติมันๆ กินกับซอสพอนสึเปรี้ยวๆ อร่อยสุดๆ (กินหมดแล้วค่อยบอกน้องว่ามันคือท่อนำอสุจิของปลา แต่น้องก็ไม่อ้วกนะ)

โรลปลาไหลของพ่อ (พ่อไม่กินปลาดิบครับ)
สลัดปลาดิบรวม

แล้วในที่สุดจานหลักที่เป็นเซ็ตก็มาครับ แน่นอนว่าผมเลือกสั่งเซ็ตใหญ่สุดเหมือนเดิม (มาทั้งทีขอจัดเต็ม) ราคา 3,000 เยน เป็นเงินไทยก็พันนึง คุ้มมากเพราะมีหมดเลย โอโทโร่ ชูโทโร่ กุ้ง ปู ปลาไหล หอย ไข่หวาน ทั้งยังมีสลัด ซุป ไข่ตุ๋นอีก

ชูโทโร่กับไข่ปลาซาลมอน (ที่ในที่สุดเหลือชิ้นนึงเพราะกินไม่หมด เสียดายโคตร)
โอโทโร่ ใครชอบน่าจะฟิน แต่ผมไม่ค่อยชอบแหะ ผมไม่ชอบอะไรที่มันมันๆ ง่ะ
หอยเม่น กินแล้วเข้าใจเลยว่าคำว่าหวาน กับไม่คาว มันเป็นยังไง

ปูครับ
 ครั้งนี้สั่งเกินมาหนึ่งชุด (น้องคิดว่าชุดใหญ่จะกินไม่พอ ก็เลยสั่งมาซะเยอะ) กินไม่หมดครับ แหะๆ ไม่มีบริการห่อกลับบ้านเสียด้วย ใครจะมากินผมแนะนำชุดเดียวอิ่มครับ ไม่ต้องเพิ่ม เดี๋ยวจะกินไม่หมด อ้อ ผมเพิ่งสังเกตอีกอย่างว่าไม่มีแซลมอนในเซ็ตแฮะ

ต่อจากนั้นเราก็เดินกันไปที่ Roppongi Hills เพื่อไปขึ้น Mori Tower ครับ

ป้ายรถเมล์ที่ญี่ปุ่น บอกทางได้ดีมาก แต่ไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษ

วิวที่ Roppongi Hills Mori Tower ก็สวยดีครับ ข้อดีคือเห็นมุม Tokyo Tower ด้วย ค่าขึ้นพันห้าร้อยเยน แต่ผมว่ามุมที่ Tokyo Sky Tree สวยและสูงกว่า ราคาก็พอๆ กันครับ แต่ใครอยู่ย่านนี้ก็ลองมาขึ้นได้ครับ ไม่ค่อยมีคิว


เสร็จแล้วเราก็นั่งรถไฟกลับโรงแรมกัน ก่อนเข้าโรงแรมก็แวะ Family Mart นิดหน่อย

Grape Tea อันนี้ก็อร่อยดี
กาแฟมีให้เลือกอย่างเยอะ

พอเสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรมนอนครับ เป็นอันว่าจบวันแรกครับ

สรุปทริป ญี่ปุ่น กันยายน 2557

ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาอีกแล้วครับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คราวนี้ผมไปกับครอบครัว (พ่อ แม่ และน้องครับ) เป็นครั้งที่สองที่ไปที่ญี่ปุ่น ไปเองเหมือนเดิมครับไม่ได้ไปกับทัวร์ นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ได้ไปเกียวโตกับโอซาก้า (ลงการบินไทยที่นาริตะ พักสามคืน และนั่งชิงกันเซ็นไปเกียวโต แล้วกลับจากสนามบินที่คันไซเลยครับ) ขอสรุปไว้ก่อน รูปถ่ายมาเยอะยังไม่ได้ดูเลยครับ

วันแรก: สุวรรณภูมิ - โตเกียว - Midori Sushi

  • ออกจากสุวรรณภูมิ 7 โมง โดยการบินไทย เที่ยวบิน TG 676 เป็นเครื่อง Airbus A380 เครื่องใหญ่ด้วย นั่งสบายดี กว้างกว่าเครื่องเล็ก
  • ถึงที่โน่นบ่ายสามโมง
  • ผ่าน Immigration คราวนี้เร็วกว่าครั้งที่แล้ว คิวสั้น (คงเพราะว่าไฟลท์ที่ลงตอนบ่ายไม่ค่อยมี) ครึ่งชั่วโมงก็ออกมาแล้ว
  • ซื้อ JR Kanto Area Pass เหมือนเดิม แต่แอบไม่คุ้มเท่าครั้งที่แล้วเพราะไม่ได้ใช้นั่งชิงกันเซ็น (8300 เยน)
  • ซื้อ Tokyo Subway 3 day Pass เพิ่ม (1500 เยน)
  • เนื่องจากทริปนี้ไปกับที่บ้าน เลยขี้เกียจว่าจะต้องมานั่งขึ้นรถไฟอ้อมไปมา เลยซื้อพาสให้มันใช้ได้เกือบทุกรถไฟในเมืองเลย ซึ่งก็สะดวกดีครับ
  • ออกจากสนามบินมาโตเกียวด้วย Narita Express ต่อ Subway (ใช้พาสทั้งคู่วันแรกเลย)
  • พักที่ Centurion Hotel Residential Akasaka ละแวกเดียวกับที่พักเดิมเลย เนื่องจากคุ้นแถวนี้แล้ว ไม่หลงแน่ๆ
  • ออกมากินข้าวที่ Sushi Midori สาขา Akasaka อีกแล้ว กินจนเหลือเพราะน้องสั่งเกินมาชุดนึง ไม่มีบริการห่อกลับ แต่ก็ไม่แพงมาก สามคน 9000 เยน
  • เดินไป Roppongi Hills Mori Tower เพื่อชมวิวจากบนยอด
  • นั่งรถไฟกลับโรงแรม นอน
วันที่สอง: Fuji Kawaguchiko - Shinjuku
  • ออกเดินทางไปฟูจิ โดยไปขึ้นรถไฟที่ Shinjuku (จากที่พัก นั่ง Chiyoda Line ไป Harajuku แล้วนั่ง Yamanote ไป Shinjuku)
  • นั่งรถไฟ Limited Express Kaiji ไปลง Otsuki แล้วต่อ Fujikyo Kawaguchiko Line ไปลง Kawaguchiko ได้นั่งคันใหม่กว่าครั้งที่แล้วด้วย ลายสวยดี
  • เดินจากสถานี Kawaguchiko ไปขึ้น Ropeway ดูวิว
  • เดินกลับสถานี
  • นั่งรถไฟกลับมา Shinjuku
  • เดินเล่นแถว Shinjuku แยกกันเดินกับที่บ้าน ผมไปเดิน LABI ห้างขายเครื่องใช้ไฟฟ้า แล้วนัดเจอที่แมคโดนัลด์
  • กินข้าวเย็นที่ Tonkatsu Wako SUBNADE Shinjuku 
  • กลับมานอน
วันที่สาม: Hitachi Seaside Park - สถานีโตเกียว - Tokyo Imperial Palace - Tokyo Sky Tree - Akihabara
  • ออกเดินทางไฟ Hitachi Seaside Park ด้วยการนั่งรถใต้ดินไป Ueno Station รถไฟใต้ดินคนแน่นมากๆ ช่วงแถวๆ ที่พักเพราะว่าเป็นวันทำงาน
  • ขึ้น Limited Express Super Hitachi ไปลงสุดทางตรง Katsura
  • นั่งรถบัสไปลงที่ Hitachi Seaside Park แต่ลงผิด ลงก่อนไปสองป้าย ต้องเดินต่อ
  • ถึงสวนแล้วก็นั่งรถชมสวน เพราะตอนนั้นฝนตก+รีบๆ
  • ถ่ายรูปชมสวน แล้วก็นั่งรถบัสกลับสถานี Katsura แต่ว่ามาไม่ทันเพราะรถเมล์มาสาย (ฝนตกด้วยมั้ง) เลยได้ใช้อภิสิทธิ์ของ Kanto Area Pass จองรอบถัดมาอีกครึ่ง ชม.ฟรี
  • นั่งกลับมา Ueno และนั่งสาย Yamanote มาลง Tokyo
  • เจอแจนที่ Tokyo Station ตรงห้าง Daimaru
  • ไปซื้อตั๋วชิงกันเซ็นที่จะใช้เดินทางในวันต่อมา
  • ออกมาถ่ายรูปแถวๆ สถานีที่ได้รับการบูรณะใหม่ และเดินชมมาจนถึงสวนรอบ Tokyo Imperial Palace ดูสะพานรูปแว่นตา (Meganebashi)
  • นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Oshiage
  • ไปขึ้น Tokyo Sky Tree ชมวิวจากข้างบน สูงมาก
  • นั่งรถไฟใต้ดินไปลง Akihabara เนื่องจากน้องจะไปซื้อของแถวนั้น
  • กินข้าวแถว Akihabara
  • นั่งรถไฟใต้ดินกลับที่พัก ส่งพ่อแม่แล้วผมก็นั่งรถไฟไปสักการะ Apple Store สาขา Omotesando แล้วก็กลับ
วันที่สี่: โตเกียว - เกียวโต - Arashiyama

  • นั่งรถใต้ดินไป Tokyo Station
  • ขึ้นชิงกันเซ็น Nozomi Super Express ที่เร็วที่สุดจากโตเกียว ไปยังเกียวโต มาขึ้นเกือบจะไม่ทันเพราะลากกระเป๋ากันนาน
  • นั่งชิงกันเซ็นใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง จากโตเกียว ถึงเกียวโต
  • ซื้อ Kansai Thru Pass ใช้เดินทางที่สถานีรถบัสของเกียวโต
  • นั่ง Subway จากสถานีเกียวโต มาลงสถานี Karasuma เปลี่ยนเป็นรถไฟ Hankyu Kyoto Line มาลงสถานี Omiya
  • เช็คอินที่พัก (Village Kyoto)
  • นั่งรถไฟจาก Omiya ไปกินข้าวเที่ยงแถวหลังห้าง Daimaru Kyoto (หนึ่งสถานี)
  • นั่งรถราง Randen จาก Omiya ไปลง Arashiyama
  • เที่ยวที่วัด Tenryuji ใน Arashiyama สวนสวยดีๆ
  • เดินออกมาชมป่าไผ่แถวหลังวัด Tenryuji
  • เดินมาดูสะพาน Arashiyama พระอาทิตย์ตกดินพอดี
  • กินข้าวที่ร้านข้าวหน้าปลาไหลที่แจนแนะนำ อร่อย
  • เดินทางกลับโดยรถไฟจาก Arashiyama มาลงสถานี Karasuma
  • ช็อปปิ้งที่ Daimaru Kyoto
  • เดินชมวิวกลางคืนแถวนั้น แล้วก็เดินมาข้างๆ แม่น้ำ
  • กลับโรงแรม นอน
วันที่ห้า: เกียวโต Kiyomizu Daira - Fishimi Inari - Osaka Floating Market Observatory - Dotonbori
  • นั่งรถไฟจาก Omiya ไปเปลี่ยนที่สถานี Kawaramachi แล้วไปเปลี่ยนสาย Keihan ไปลง Kiyomizu-Gojo เพื่อไปวัด Kiyomizu Daira
  • ถ่ายรูปที่วัด Kiyomizu ที่เป็นวัดไม้ ขนาดใหญ่
  • นั่งแทกซี่กลับมากินข้าวกลางวัน เพราะเริ่มขี้เกียจเดินและอยากประหยัดเวลา จริงๆ ว่าจะกินข้าวแถวที่อื่น แต่แบตเตอรี่กล้องผมดันหมด แล้วก็ลืมแบตเสริมไว้ที่โรงแรม เลยต้องกลับมาเอาที่โรงแรม
  • กินร้านข้าวหน้าปลาไหล แถว Nishiki Market อร่อยมาก
  • นั่ง Keihan ไปลงที่ Fushimi Inari
  • เยี่ยมชม Fushimi Inari Shrine ทางเดินที่มีเสาโทริอิแดงๆ เรียงกันเยอะๆ
  • ที่บ้านอยากไปกินข้าวที่โอซาก้า เลยนั่งรถไฟกลับมาที่ Kawaramachi แล้วเปลี่ยนเป็น Hankyu Kyoto Line ไปลงที่ Umeda (Osaka)
  • ขึ้นดู Floating Market Observatory
  • นั่งแทกซี่จาก Floating Market Observatory ไปลงที่ Dotonbori Street
  • กินปูที่่ร้านขายปูแถว Dotonbori Street ไม่ได้กินร้านที่เขาฮิตกัน เพราะคนเยอะมาก แต่ก็กินร้านข้างๆ ที่ขายปูเหมือนกัน อร่อยดี
  • นั่ง Subway กลับสถานี Umeda แล้วก็นั่ง Hankyu Kyoto Line กลับมาลงที่เกียวโต
  • ถึงโรงแรม ผมไปแวะซูเปอร์แถวโรงแรม ซื้อของฝาก
  • นอน
วันที่หก: โอซาก้า - ปราสาทโอซาก้า - Nanba - สุวรรณภูมิ
  • เช็คเอาท์จากโรงแรมประมาณสิบโมง
  • นั่งรถไฟ Hankyu Kyoto Line ย้อนกลับมาที่สถานี Kawaramachi เพื่อจะขึ้น Limited Express ไปลงสถานี Umeda (Osaka) ที่เลือกนั่งย้อนเพราะคนเยอะ และมีของด้วยเลยกลัวไม่มีที่นั่ง ซึ่งก็เกือบไม่มีที่นั่งจริงๆ
  • มาถึง Osaka นั่งรถใต้ดินมายัง Nanba
  • ตอนแรกว่าจะฝากของไว้ที่สถานี แต่ที่บ้านกลัวว่าตอนเย็นจะของเยอะและขี้เกียจแบก เลยจะไปฝากไว้ตรง Airport เลยนั่ง Nankai Airport Express แบบธรรมดาเอาของไปฝากไว้ที่สนามบิน
  • พอถึงสนามบิน จะนั่งรถไฟกลับ ปรากฎว่ารอบรอนาน เลยลองขึ้นรถไฟ Limited Express Rap;t (เพิ่มคนละประมาณ 500 เยน) พบว่านั่งกลับมาสบายมากๆ ขบวนรถไฟก็สวยด้วย
  • นั่งรถใต้ดินจาก Nanba ไปลงสถานี Tanimachi-yonchome เพื่อไปขึ้นปราสาทโอซาก้า
  • เที่ยวชมปราสาทโอซาก้า ได้ขึ้นไปดูวิว ลมแรง แต่วิวดี ฟ้าใส
  • นั่งรถใต้ดินกลับมา Nanba กินเนื้อมัตซึซากะที่ร้าน Matsusakagyu Yakiniku M เนื้ออร่อยโคตร มันละลายในปากจริงๆ
  • เดินมาช็อปปิ้งที่ซูเปอร์ของห้าง Takashiyama ซื้อขนมของฝาก
  • นั่งรถไฟ Limited Express Rap;t กลับสนามบินคันไซ
  • เช็คอินการบินไทย คิวยาวมากๆๆๆๆ
  • อาบน้ำที่ KIX Airport Lounge เพราะเป็นไฟลท์ดึก เลยยอมเสียเงินอาบน้ำให้สบายก่อนขึ้นเครื่อง ซึ่งก็สบายดี แต่ห้องอาบน้ำไม่ได้หรูเหมือนที่โรงแรม แต่ก็สะอาดอยู่
  • นั่งเครื่องบินกลับกรุงเทพ ออกตอนเที่ยงคืนที่โอซาก้า ถึงสุวรรณภูมิตีสี่ บินเครื่อง A330 ลำเล็กธรรมดา ที่แคบกว่าเดิมหน่อย เป็นอันจบทริปครับ
ทริปนี้ไปกับคุณพ่อคุณแม่ อายุหกสิบเลยอาจจะไม่ได้เที่ยววิ่งไปวิ่งมามากเท่าครั้งที่แล้ว แต่พอดูไปดูมาก็ถือว่าเยอะเหมือนกันแฮะ เอาที่บ้านไปขาลากเล่น 555

เกม 2048

เมื่อวันก่อนผมอ่านผ่านๆ มีคนแนะนำเกม 2048 ครับ พอดีเมื่อวานกลางคืนได้ลองเล่นดู ปรากฎว่าติดเลย และดูน่าสนใจในแง่ของคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ เลยว่าจะเขียนบล็อกถึงครับ

เกม 2048 นี้สามารถเข้าเล่นได้จากต้นฉบับที่ Github เกมนี้คนเขียนคือ Gabriele Cirulli ซึ่งเป็น Web designer ที่อายุแค่ 20 ปีครับ เขาได้ไอเดียมาจากเกม Threes อีกทีนึงครับ ใครใช้ iOS ก็มีแอพให้โหลดใน App Store ด้วยส่วน Android ก็มีใน Google Play เหมือนกัน (แต่ทั้งสองอันนี้ไม่ใช่ คนเขียนคนเดียวกับบนเว็บนะครับ แต่เป็นแบบเดียวกันเลย)



ประสบการณ์เรียนคอร์สออนไลน์แบบ Signature Track

คราวที่แล้วผมลงเรียนคอร์สออนไลน์ของ Coursera ครับ (ดูบล็อกเก่า) แต่บังเอิญว่าช่วงที่ผ่านมามีคอร์สที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่พอดี เลยขอลองลงคอร์สแบบเสียเงินดูครับ

ค่าใช้จ่ายสำหรับคอร์สแบบเสียเงิน หรือที่เรียกว่า Signature Track ก็ไม่แพงเท่าไหร่ครับ ราคาประมาณ 50 USD (ไม่แพงเมื่อเทียบกับคอร์สจริงน่ะนะ) ซึ่งสิ่งที่จะได้รับคือจะมีการยืนยันตัวตนทุกครั้ง ว่าเราทำการเรียนคอร์สนี้จริง และได้ใบประกาศที่มีการยืนยันตัวตนจากสถาบันที่สอนครับ

คอร์สแบบ Signature Track นี้ไม่ได้เปิดทุกคอร์สของ Coursera ครับ มีแค่บางอันเท่านั้นครับ โดยมักจะเริ่มเปิดให้ลงแบบ Signature Tack เป็นออปชั่นเสริมในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกของคอร์สครับ (หมายความว่าถ้าเรียนจนจบแล้วอยากสมัครทีหลังไม่ได้นะ ต้องตั้งใจลงแบบ Signature Track ตั้งแต่ตอนแรกและตั้งใจเรียน)

สรุปทริป ญี่ปุ่น มีนาคม 2557

ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ ไปคืนวันอังคาร ถึงที่โน่นวันพุธ แล้วก็กลับวันอาทิตย์ตอนเย็น ถึงเที่ยงคืนวันอาทิตย์ครับ ไปโดยสายการบิน ANA บินตรงจากสุวรรณภูมิลงนาริตะครับ เป็นครั้งแรกที่ผมไปญี่ปุ่น และก็วางแผนเองโดยไม่ได้ไปกับทัวร์ครับ แต่อาศัยเพื่อนที่โน่นเป็นคนพาเที่ยว ขอสรุปที่ๆ ไปก่อน ส่วนรูปยังไม่ได้รวบรวมเลยครับ


ประสบการณ์เรียนคอร์สออนไลน์บน Coursera

ปกติผมเป็นคนชอบหาเรื่องเรียนอะไรใหม่ๆ ครับ

แต่หลังๆ พอมาเป็นคนสอนเองแล้ว ก็กลายเป็นว่าไม่ค่อยมีเวลาจะไปลงเรียนคอร์สอะไรเท่าไหร่ ประกอบกับงานอื่นๆ ทั้งงานตรวจ งานวิจัย ก็แทบจะไม่เหลือเวลาทำอะไรเสียเท่าไหร่ แต่ก็ยังพยายามหาเวลามาเรียนอะไรใหม่ๆ อยู่บ้าง และผมก็ได้มาเจอกับ Coursera ครับ

Coursera เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมคอร์สออนไลน์ ซึ่งมีมหาวิทยาลัยดังๆ หลายแห่งมาร่วมเปิดคอร์สออนไลน์กับที่นี่ คอร์สส่วนใหญ่เป็นคอร์สระยะสั้นๆ หนึ่งถึงสามเดือน และมักจะเรียนทีละสัปดาห์ เพื่อให้เราหาเวลาว่างในสัปดาห์นั้นๆ มาฟังเลคเชอร์ และทำแบบทดสอบ

จริงๆ ผมเคยลงคอร์สออนไลน์แบบนี้มาแล้ว แต่ช่วงนั้นคอร์สไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ เลยเรียนไม่สำเร็จครับ มาเปิดดูได้สองสามครั้งก็เลิก

แต่ครั้งล่าสุด ผมได้เจอคอร์สที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่ ก็เลยลองลง และตั้งใจเรียนดูครับ คอร์สนี้คือคอร์ส Computing for Data Analysis ซึ่งเป็นคอร์สสอนเขียนโปรแกรม โดยใช้โปรแกรม R ซึ่งผมเคยเรียนมาบ้างแล้ว (ตอนนั้นที่เคยเรียนก็หลายปีมาแล้วล่ะ เรียนแบบวิเคราะห์ข้อมูล แล้วก็ไม่ได้ใช้เลย) คอร์สนี้จัดโดย John Hopkins University ครับ (มหาวิทยาลัยชื่อดังเลยทีเดียวนะเนี่ย)

คอร์สที่เรียนผ่านไปนี้ค่อนข้างยากเลยทีเดียวล่ะครับ เพราะเน้นไปทางด้าน Programming มากกว่าจะเป็นทางด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ต้องกลับมาทบทวนเรื่อง Programming ที่หลังๆ ผมก็ไม่ค่อยได้จับซะเท่าไหร่ (หลังๆ เน้นไปทางวิเคราะห์ข้อมูลละมากกว่า) แต่พอผ่านไปได้ก็สนุกดีครับ

แต่ละสัปดาห์ จะมีวิดีโอสอน ซึ่งทำเป็นตอนๆ ไว้ประมาณ 4-5 ตอนครับ ตอนนึงก็ประมาณ 10 - 15 นาที ทำให้เราสามารถดูเป็นพักๆ ได้ครับ (แต่ถ้าดูต่อเนื่องกันจะ Get Idea มากกว่า) แล้วก็จะมี Quiz หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ โดยเป็นคำถามเกี่ยวกับเลคเชอร์นั่นแหละครับ จำนวนประมาณ 10 ข้อ ส่วนคำตอบก็เป็น multiple choices ไม่ยากเท่าไหร่ครับ แล้วก็สามารถทำซ้ำได้สามครั้ง แต่คำถามจะเป็นสุ่มขึ้นมา เราอาจได้คำถามไม่เหมือนกันถ้าเราทำซ้ำครับ (ผมได้ 9-10 คะแนนเต็ม 10)

ความยากของคอร์สนี้ที่ทำให้ท้อนิดๆ คือโปรแกรมมิ่งครับ จะมีโจทย์มาให้ แล้วก็มีข้อมูล มาให้เขียนโปรแกรม (เขียนฟังก์ชั่นใน R) เพื่อดำเนินการอย่างที่โจทย์สั่ง และเอาผลลัพธ์ส่งกลับโดยมีโปรแกรมตรวจสอบโปรแกรมที่เราเขียนอีกทีหนึ่งครับ และจะคิดคะแนนขึ้นไปบนเว็บ Coursera เลย

ตอนเริ่มเจอคอร์สนี้ก็ผ่านไปแล้ว 1 สัปดาห์ครับ ทำให้ผมส่งการบ้านไม่ทันไปครั้งหนึ่ง หายไป 10 คะแนนจาก 100 คะแนน โดยถ้าจะได้ประกาศนียบัตรจากคอร์สจะต้องได้มากกว่า 70 คะแนนขึ้นไปครับ พอมาเจอกับการต้องเขียนโปรแกรมด้วยแล้ว ทำให้หวั่นๆ เหมือนกันครับว่าจะเรียนไม่ผ่าน ซึ่งก็ไม่แปลกครับเพราะมีคนถอดใจไปโพสต์ไว้ในฟอรั่มของคอร์สหลายคนเลยครับ

แต่ยังไงผมก็ทนจนเรียนจบมาได้ครับ (จบได้ที่ 88 คะแนนเพราะทำ Quiz ผิดไปสองข้อ กับส่งงานไม่ทันเพราะเริ่มช้าไปอีก 10 คะแนน) เรียกว่าเป็นคอร์สแรกที่ผมเรียนแบบออนไลน์จบเลยทีเดียว ตอนนี้เลยพยายามมาเรียนแบบออนไลน์คอร์สอื่นๆ ดูบ้างครับ และก็ได้ลองสมัครแบบเสียเงิน (จะได้ใบประกาศที่น่าเชื่อถือกว่า) มาด้วยครับ (ผมลงเรียนวิชา Clinical Trials ซึ่งเกี่ยวกับระบาดวิทยา)



ใครยังไม่เคยลองลงเรียน ลองเลือกวิชาที่สนใจและเรียนดูครับ มันก็ได้ความรู้ไปอีกแบบครับ แต่ผมว่าเรียนอย่าโลภมาก เลือกซักคอร์สน่าจะดีกว่าลงหลายๆ ตัวแล้วไม่มีเวลาเรียนครับ


Profile

My photo

An Ear, Nose, and Throat (ENT) surgeon, an epidemiologist in studying, and a guy who loves technology.

Blog Archive

(c) Copyright 2015 Pawin Numthavaj. Powered by Blogger.