สรุปทริปญี่ปุ่นปลายปี ธันวาคม 2559

ช่วงกลางเดือนที่แล้วผมได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกครั้งครับ คราวนี้ไปแบบสั้นๆ เนื่องจากจริงๆ คืออยากจะไปเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะรู้สึกเบื่อๆ อยากดูโตเกียวตอนใบไม้ร่วงบ้าง แล้วก็อยากจะช็อปปิ้งสักนิดหน่อย บวกกับกดตั๋วของ Cathay Pacific มาได้หมื่นกลางๆ กับไปนอนค้างบ้านญาติห่างๆ ที่โน่นก็เลยไปครับ

วิวโตเกียวในฤดูใบไม้ร่วง มองจากตึก Tokyo Metropolitan Building

สรุปทริปปีนฟูจิ สิงหาคม 2559

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาสไปปีนภูเขาที่ใครๆ ก็รู้จักกันครับ นั่นก็คือ ภูเขาไฟฟูจิ \0/ เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้มีโอกาสไปปีนเขากับเพื่อนๆ (ไม่เคยปีนที่ไหนมาก่อน แม้แต่ภูกระดึงก็ไม่เคยไป) แต่ก็ทำใจแล้วครับว่าจะต้องเหนื่อยแน่นอนคงไม่เหมือนเที่ยวญี่ปุ่นที่เคยๆ มา แล้วก็เหนื่อยมากๆ จริงๆ ครับ แต่ในที่สุดก็พิชิตมันมาได้ ก่อนหน้าปีนนี้ผมฟิตซ้อมร่างกายด้วยการเดิน Threadmill โหมด Hill มาสักระยะหนึ่งก่อนแล้วครับ แต่ดันมาขาแพลงตอนหนึ่งเดือนก่อนหน้า เกือบจะอดปีน -_-"

ส่วนของการเตรียมตัว อุปกรณ์ต่างๆ และการเลือกเส้นทางในการปีน ผมว่าจะเขียนเก็บบันทึกไว้อีกโพสต์หนึ่งละกันนะครับ อันนี้ขอสรุปคร่าวๆ ก่อน


สรุปทริปฟุกุโอกะ มีนาคม 2559

วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปญี่ปุ่นอีกครั้งครับ นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกของปีนี้เลยนะ แล้วก็ไปเที่ยวที่ๆ ผมไม่เคยไปมาก่อน.. ฟุกุโอกะครับ เนื่องจากผมไม่ต้องการหยุดนานมาก (งานรัดตัว) ประกอบกับว่าจริงๆ คืออยากไปช็อปปิ้งดูเฉยๆ แล้วก็จองได้ตั๋ว Jetstar ไปกลับแบบถูกมากๆ (หกพัน บวกอีกพันสองพันค่าโหลดกระเป๋าครับ) เลยจองเมื่อเดือนมกรา แล้วก็ไปเลยในเดือนนี้ครับ

ช่วงที่หาที่พักผมเองก็รู้สึกลำบากใจ (กลัวงบบานปลาย) เลยเลือกที่พักแบบ Hostel ครับ ก็เรียกได้ว่ายอมรับสภาพที่อาจต้องไปนอนรวมกับคนอื่นได้ พอดีเพื่อนที่ไปด้วยโอเคก็เลยลองจอง ปรากฎว่าได้ห้องรวมสองคนครับ พักที่ Fukuoka Hana Hostel ซึ่งเราสองคนประทับใจมากครับ เพราะอยู่ใกล้ที่ช็อปปิ้งมากเลย (จริงๆ คืออยู่กลางช็อปปิ้งอาเขตเก่าแก่ของที่นี่ ที่ชื่อว่า Kawabata 川端 เลยแหละ เปิดไปข้างๆ เป็นร้านร้อยเยน 0/) เดินอีกสองสามร้อยเมตรก็ถึง Maxvalu ที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง และอยู่ติดกับห้างดังของที่นี่คือ Canal City ครับ

สภาพตัวที่พักเองก็ถือว่าดีมาก เนื่องจากสภาพห้องก็มาตรฐานตามโรงแรม Business Hotel ของญี่ปุ่นทั่วไปครับ แต่ด้วยความเป็นโฮสเทลทำให้ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากเท่าไหร่ (ไม่มีผ้าเช็ดตัว พอดีผมเอาไปเองเลยไม่ต้องจ่ายเพิ่มผืนละ 100 เยน) แต่ก็มีห้องอาบน้ำอุ่น และห้องน้ำรวมก็ดีมากเลยครับ (เป็นห้องน้ำรวมที่สะอาดมากๆ และค่อนข้างใหม่ครับ สภาพเหมือนเราอยู่บ้านแล้วแชร์ห้องน้ำกับคนอื่นน่ะครับ)

วันแรก 11 มีนาคม 2558 สุวรรณภูมิ - สนามบินฟุกุโอกะ

  • นั่งเครื่องยี่ห้อ Jetstar ครับออกจากสุวรรณภูมิประมาณตีสองครับ ตอนเข้าไปก็ราวๆ ห้าทุ่มเที่ยงคืนครับ เช็คอินเสร็จผมก็ไปซื้อของ Duty Free แล้วก็ไปนั่งเล้าจ์คิงพาวเวอร์(ฟรี)ตามเคย ปรากฎเกือบไม่ทัน 555 วิ่งไปเคี้ยวไส้กรอกไปในสนามบิน (แต่จริงๆ ก็ทันแหละเพราะนั่งหน้าต้องขึ้นเครื่องเป็นคิวหลังๆ อยู่แล้ว)
  • เครื่องบินขาไปค่อนข้างเก่านิดหน่อย แต่นักบินขับได้นุ่มดีครับ ดีกว่าตอนเวียดนามแอร์ไลน์เยอะเลย (หรือตอนนั้นผมซวยเองก็ไม่รู้นะ)
  • ขึ้นเครื่องมาแอร์ก็เสริฟข้าวเลย (ผมซื้อข้าวไว้ตั้งแต่ตอนจองตั๋ว)  ซึ่งมันประหลาดมากเพราะตอนนั้นมันก็ราวๆ ตีสามตีสี่.. แต่ก็บอกเขาว่าขอเก็บไว้กินตอนหลังเขาก็โอเคแต่เขาบอกว่าอาจจะไม่ร้อนครับ
วันที่สอง 12 มีนาคม 2558 ฟุกุโอกะ - คุมะโมโต้ - ฟุกุโอกะ
  • มาถึงสนามบินฟุกุโอกะตอนประมาณเก้าโมงเช้าครับ ก็ไปซื้อตั๋ว JR Kyushu Rail Pass ตรงด้านหน้าทางออกของตรวจคนเข้าเมืองเลยครับ ผมซื้อแบบสามวัน (คือจริงๆ ใช้ไม่คุ้มมากหรอกเพราะไปแค่คุมะโมโต้ด้วยชินคันเซ็นแค่นี้ แต่มันก็ยังถูกกว่าซื้อตั๋วชินคันเซ็นเป็นเที่ยวละนะ)
  • นั่งรถ Shuttle Bus จาก International Terminal ไปลง Domestic Terminal ซึ่งมีสถานีรถไฟใต้ดินครับ เนื่องจากสอง Terminal นี้อยู่ห่างจากกันไกลเหมือนกัน เลยเลือกที่จะนั่งรถบัสไปลงรถไฟใต้ดินครับ รถบัสออกทุกสิบห้านาที ขาไปคนไม่เยอะแต่ระวังถ้าไฟลท์คนเยอะก็อาจจะเต็มได้นะครับ
  • ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินแบบวัน (ห้าร้อยกว่าเยน) นั่งรถไฟใต้ดินจากสนามบินไปลงที่สถานี Nakatsu-kawabata ซึ่งเป็นสถานีที่ใกล้ที่สุดของ Hostel ครับ (ทางออกจะอยู่ฟากหนึ่งของช็อปปิ้งอาเขต แต่โฮสเทลอยู่อีกฟากของช็อปปิ้งอาเขตครับ)
  • เช็คอิน Hostel แล้วฝากกระเป๋าครับ
  • เราลองเดินจาก Hostel ไปที่สถานีฮากาตะครับ พบว่าจริงๆ ก็ไม่ไกลมากครับ แต่ถ้าขนกระเป๋าหนักๆ มานั่งรถไฟจะดีกว่า
  • แวะกิน Starbucks ซึ่งช่วงนี้มีเมนูใหม่พอดี เป็น Freppe สตรอเบอรี่ผสมซากุระ 


  • จองตั๋วและนั่งชินคันเซ็นจาก ฮากาตะ (สถานีหลักของฟุกุโอกะ) ไปยัง คุมะโมโต้ครับ 
  • เที่ยวชมในสถานีคุมะโมโต้ครับ พอดีตอนที่ไปเขาฉลองชินคันเซ็นครบห้าปี ให้คุมะมง (มาสคอตประจำเมืองอันสุดโด่งดัง) เป็นนายสถานีพอดี 55
  • นั่งรถรางไปชมปราสาท คุมะโมโต้ครับ

  • ทานราเม็งที่แถวปราสาทคุมะโมโต้ครับ
  • เดินเล่นแถวนั้นแล้วนั่งรถรางกลับมาที่สถานีคุมะโมโต้ครับ
  • นั่งชินคันเซ็นกลับครับ
  • ตอนเย็นเราไปกินบุฟเฟต์ขาปูครับ ร้านชื่อ บิคุริคานิยะ びっくりかにや ราคาไม่แพง 2500 เยนเติมได้ไม่อั้นครับ 90 นาที ลักษณะจะเป็นชาบูครับ อร่อยและถูก แนะนำครับ (แต่ต้องจองนะ ผมฝากเพื่อนที่ญี่ปุ่นจองครับ)

  • กลับแถวที่พัก ซื้อขนมของฝากเล็กๆ น้อยๆ ที่ Maxvalu แถวนั้นครับ
วันที่สาม 13 มีนาคม 2559 ช็อปปิ้งในฟุกุโอกะ
  • ตื่นเช้า เราไปเดินเที่ยวย่าน เท็นจินครับ
  • มีห้างหลายห้างมากครับ ผมเดินไปซื้อดีวีดีที่ร้าน Mandarake ตามที่ตั้งใจครับ ร้านนี้ขายพวกเกม ดีวีดีมือสอง ฟิกเกอร์ต่างๆ
  • ไปกินราเม็ง Ippudo สาขาดั้งเดิม original ที่ย่านเท็นจินครับ ร้านจริงๆ อยู่ในตรอกเล็กๆ แทบไม่มีคนเลยครับ ส่วนใหญ่คนไปกินสาขาที่ใหญ่กว่าตรงถนนใหญ่กันครับ (คิวยาวด้วย) แต่ร้านค่อนข้างแคบ อารมณ์ร้านก๋วยเตี๋ยวเมืองไทย
  • เดินเล่นแถวนั้น กินเฟรปเป้ซากุระ
  • ช็อปปิ้งของฝากในชั้นใต้ดินห้าง Mitsukoshi ย่านเท็นจินครับ ได้ขนมของฝากมาเล็กน้อย
  • นั่งรถไฟกลับไปเก็บของที่ Hostel ครับ
  • เดินไปเดินเล่นที่ห้าง Canal City ครับ ผมไปเดิน Uniqlo, แวะร้านมูจิ, ร้านขนมลูกเจี๊ยบฮิโยโกะ
  • เดินไปสถานีฮากาตะครับ ไปถ่ายรูปกับไฟหน้าสถานีและตุ๊กตาโดเรมอนหน้าสถานีครับ
  • ช็อปปิ้งร้านร้อยเยน Can do ที่ห้าง Yodobashi ข้างๆ สถานีฮากาตะครับ
  • ช็อปปิ้งร้านไดโซะที่ด้านบนของ Hakata Bus Terminal ครับ จะบอกว่าร้านใหญ่มากๆ ใครไปแวะที่นี่น่าจะดีกว่าแวะร้านร้อยเยนที่อื่นครับ
  • นั่งรถไฟกลับมาที่ Hostel ครับ
  • ออกไปกินซูชิตอนเย็นที่ Sushi Zanmai ตอนห้าทุ่มครับ (ร้านนี่เปิด 17.00-05.00 น. ครับ เพราะแถวนั้นเป็นไนต์คลับ ถ้าใครกินไม่ทันที่อื่นมากินตรงนี้ก็ได้ครับ) 
  • กลับ Hostel นอนครีับ
วันที่สี่ 14 มีนาคม 2559 ฟุกุโอกะ - สุวรรณภูมิ
  • ตื่นเช้าเพราะไฟลท์ออกสิบโมง เราเลยเดินไปรถไฟใต้ดินกลับสนามบินตอนเจ็ดโมงครับ
  • เช็คอิน Jetstar คนเยอะ เสียเวลาพอควรครับ
  • ขึ้นเครื่องตอนสิบโมงตรงเวลา
  • ถึงไทยตอนบ่ายสองโมงครับ
ก็นับว่าเป็นทริปที่สั้นมากที่สุดที่เคยมาญี่ปุ่นครับ (อยู่โน่นจริงๆ ก็แค่สองวันน่ะแหละ) แต่ก็สนุกดีเพราะได้ซื้อของที่ต้องการจนครบครับ เนื่องจากผม List ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะซื้ออะไรจากที่ไหนครับ จริงๆ ก็จะเรียกว่าเป็นทริปช็อปปิ้งเสาร์อาทิตย์ก็ว่าได้ ก็นับว่าคุ้มค่าสำหรับราคาตั๋วที่ถูกมากๆ แบบนี้ครับ ไว้ว่างๆ อาจจะไปอีก 555

สรุปทริปคันไซ ธันวาคม 2558

ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเยือนคันไซอีกครั้งครับ (หลายครั้งแล้วนะปีนี้) คราวนี้ไปเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ อีกสามคนครับ เป็นครั้งที่ไปเยือนยาวอีกครั้งครับคือไปอยู่สิบวัน (แต่ใช้วันลาแค่สามวันเอง เย่ \0/ ) ไปที่เดิมคือลงเครื่องที่สนามบินคันไซ ครึ่งแรกใช้โอซาก้าเป็นที่ตั้งเที่ยวโอซาก้า โกเบ นารา แล้วย้ายไปเกียวโตเพื่อเที่ยวอีกครึ่งทริปที่เหลือ จึงกลับทางคันไซแบบเดิมครับ ขอสรุปไว้ก่อนนะครับ


สะพายกล้องท่องญี่ปุ่น: พาไปกินเนื้อโกเบ

ผมเขียนสรุปทริปญี่ปุ่นมาก็หลายรอบแล้ว ยังไม่ได้ลงเจาะลึกอะไรเลยสักรอบ คราวนี้จะขอพาไปเจาะลึกในรายละเอียดบ้างละกันนะครับ ตอนแรกจะขอพาไปกินเนื้อโกเบอันเลื่องชื่อละกันครับ

ก่อนอื่นเลยถ้าเราจะไปกินเนื้อโกเบ ต้องเดินทางไปถึงที่โกเบก่อนนะครับ เมืองโกเบ (神戸 ภาษาญี่ปุ่นอ่านว่า โคเบะ こうべ) หากเดินทางมาจากโอซาก้า สามารถมาได้ทางรถไฟครับ ผมเลือกมาด้วยสายรถไฟ JR Kobe Line ซึ่งขึ้นที่สถานี JR Osaka ครับ จริงๆ จะมาทางสายรถไฟเอกชน Hankyu Line หรือ Hanshin Line (แต่จะช้ากว่านิดหน่อยประมาณสิบห้านาที) หรือจะนั่งชิงกันเซ็นมาก็ได้ครับ (แต่แพง และไม่ถึงย่านสำคัญ) โดยย่านที่เป็นตัวเมือง ร้านรวงเยอะๆ จริง นั้นไม่ใช่สถานีโกเบนะครับ เป็นสถานี Sannomiya (三ノ宮) ครับ



เนื้อโกเบ (Kobe Beef) เป็นเนื้อที่ขึ้นชื่อกันอยู่แล้ว ใครมาโกเบก็นิยมมาทานกันครับ จริงๆ ร้านที่นิยมในตัวเมืองโกเบเองก็มีหลายร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้าน Steak Land ยอดฮิตของคนไทย หรือร้านอื่นๆ แต่วันนี้ ผมลองมาทานที่ร้าน Ishida ซึ่งมีลักษณะเป็นร้านเทปันยากิ มีหลายสาขาในโกเบครับ

สาขาที่ผมมาทานเป็นสาขาหลักครับ (Honten) จริงๆ ถ้ากังวลว่าจะไม่มีที่นั่งควรต้องทำการจองก่อนนะครับ ผมให้เพื่อนที่อยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นคนโทรไปจองให้ (ให้ชื่อเขาเป็นภาษาอังกฤษ) แต่เนื่องจากวันที่ผมไปเป็นวันธรรมดา และผมไปก่อนร้านเปิด (ผมไปถึง 11 โมง ร้านเปิด 11.30) ก็เลยแทบไม่มีคิวเลยครับ ถ้าใครมาวันธรรมดา และมาตอนร้านเปิดใหม่ๆ น่าจะไม่ต้องรอนานครับ (อันนี้แผนที่ใหญ่นะครับ)


สถานที่ร้าน ยอมรับว่ามาตอนแรก หลงครับ ไปถึงเป็นอีกสาขา แถมต้องถามคนแถวนั้นซึ่งเขาก็ดูงงๆ ถ้าใครจะมาสาขานี้ ให้สังเกตตึกสูงลักษณะนี้ครับ ตัวร้านจะอยู่ที่ชั้นสามครับ (มองดีๆ ที่ชั้นสามมีเขียนชื่อร้านครับ)



เมื่อเราเดินเข้ามาในร้าน พนักงานต้อนรับจะเชิญมานั่งที่เค้าเตอร์ครับ ผมสังเกตว่ามีห้องส่วนตัวเล็กๆ ด้วยสองห้อง ถ้ามาสักเจ็ดแปดคน น่าจะปิดห้องส่วนตัวเลยก็ดีครับ แต่ผมมาคนเดียว เลยต้องนั่งกับชาวบ้านเขา (มีชาวจีนคู่นึง กับคนไทยอีกสามคนมานั่งตอนหลัง ซึ่งคงไม่รู้มั้งว่าผมแอบฟังเขาเม้าอยู่ 55)




ที่เค้าเตอร์ พนักงานจะแจกผ้ากันเปื้อนให้ใส่ครับ เสื้อจะได้ไม่เลอะนะครับ หลังจากนั้น ก็จะเอาเมนูมาให้ดู ซึ่งแน่นอนตามสไตล์ร้านอาหารในญี่ปุ่น อาหารกลางวันจะถูกกว่าอาหารเย็นมาก ร้านนี้ก็มีเมนูอาหารกลางวันครับ ซึ่งเป็นเซตเนื้อโกเบในราคาไม่แพงมากครับ



ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า เนื้อที่จะเป็นเนื้อโกเบได้นั้นจะต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเนื้อครับ และเนื้อที่ร้านนี้ใช้เป็นเนื้อจากฟาร์มในโกเบเองด้วยครับ นอกจากนี้แล้ว จะมีการแบ่งเกรดของเนื้อตามลายไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อครับ ยิ่งมากจะยิ่งเป็นเนื้อเกรดสูงครับ โดยเต็มที่จะอยู่ที่เกรด A5 ครับ



ราคาของเซ็ตเนื้อแบบ A5 นั้นอยู่ที่ประมาณ 8,000 เยนครับ (เงินไทยก็เกือบสามพันบาท) สำหรับคนเบี้ยน้อยแบบผมก็เลือกแค่แบบ A4 ครับ .. จริงๆ คือเคยกินมาแล้วและรู้สึกว่าเนื้อ A5 มันมีความมันมากกกกกก แถมวันที่ไปก็อากาศร้อนมากกกก กลัวจะมันจุกอกตายอยู่หน้าสถานี เลยเอาแค่เซ็ตแบบ A4 มาทานครับ ราคา 5,800 เยน ในเมนูมีเพิ่มนื้ออบด้วยครับ (Roasted Beef) เพิ่มอีกแปดร้อยเยน ผมเลยเอามาลองด้วยครับ สรุปแล้วก็ประมาณสองพันบาท (กินสี่ห้าครั้งก็เท่ากับค่าเครื่องบินแล้ว)

สักพักนึงคุณพนักงานก็จะเอาเนื้ออบมาเสริฟก่อนครับ เป็นเนื้ออบสุกกำลังดี ราดมาด้วยซอสพริกไทยหลากสีแบบญี่ปุ่นรสชาติจัดจ้าน แถมสังเกตดีๆ นะครับ ในเนื้อที่อบแล้วนี่ยังคงลายไว้อย่างสวยงามเลยครับ กินแล้วอร่อยสุดๆ ไปเลยครับ เอาไปห้าดาวเลย แต่มีแค่สามชิ้นเองง่า.. 800 เยนตรู ชิ้นละสองร้อยเยนเลยเรอะ




หลังจากนั้นคุณพนักงานจะเอาเนื้อมาตั้งให้ดูครับ ว่าเราจะได้กินเนื้อชิ้นนี้ ลายแบบนี้นะครับ ซึ่งไม่ต้องมีคำอธิบายครับ ลายมันในเนื้อมันเยอะมาก ซี้ด... ลืมบอกไปว่าเนื้อในชุดนี้จะมีขนาด 150 กรัมครับ



แล้วคุณพนักงานก็จะเอาสลัดมาให้เรากินคั่นเวลาก่อนครับ สลัดผักธรรมดาๆ ไม่มีอะไรพิเศษครับ แต่ก็ใช้ล้างปากเพื่อเตรียมตัวกินเนื้อชุดใหม่ได้ครับ



พอจะเริ่มกิน เชฟที่เป็นคนทำเทปันให้เราจะมาถามครับ ว่าเราต้องการให้เนื้อสุกระดับไหน ปกติผมชอบเนื้อแห้งๆ แบบ Well Done แต่ไหนๆ ก็มาแล้วอยากจะลองชิมเนื้อแบบชุ่มฉ่ำ มันแทรกนิดๆ เลยขอลองความสุกในระดับ Medium ละกันครับ



เชฟก็จะเริ่มเอาเนื้อของเราส่วนหนึ่งมาทำให้ทานก่อนครับ คิดว่าน่าจะประมาณ 120 กรัมได้มั้ง ประมาณ 3/4 ชิ้นครับ โดยทำการย่างบนเตาเทปันร้อนๆ กลิ่นเนื้อเวลาโดนเตาร้อนๆ มันหอมมากเลยครับ ตอนนั้นกลืนน้ำลายเอื้อกๆ เลย


คุณเชฟจะเอาเนื้อมาเสริฟให้เราบนจานที่อยู่หน้าเราอีกทีครับ โดยเชฟแนะนำว่า สำหรับเนื้อ ให้จิ้มกับเกลือธรรมดา, เกลือญี่ปุ่น และพริกไทยครับ หรือใครจะจิ้มกับมัสตาร์ดก็ได้ครับ แต่ผมว่าจิ้มกับเกลือธรรมดานี่แหละครับ อร่อยดี



ซูมให้เห็นกันจะๆ นะครับ เนื้อโกเบ ทานกับข้าวสวยญี่ปุ่นร้อนๆ มันฟิน..


หลังจากนั้นเชฟก็จะทำเครื่องเคียงย่างมาให้เรากินครับ ได้แก่ มันฝรั่ง มะเขือ ก้อนบุก (คอนยัค) โดยแต่ละอันก็สามารถเลือกจิ้มกับเกลือ หรือมีน้ำจิ้มพอนซึเปรี้ยวๆ ตัดรสให้เข้ากันได้ครับ




พอเรากินหมดชุดแรกแล้ว เชฟก็จะทำชุดที่สองที่เหลืออยู่ครับ และสำหรับชุดที่สองนี้ เชฟจะเอาถั่วงอกไปผัดให้เรากินคู่กันครับ (แต่รสก็เหมือนผัดถั่วงอกที่บ้านธรรมดา..)



หลังจากที่กินแล้วผมพบว่า เนื้อขนาด A4 นี่ก็ยังเลี่ยนอยู่ดีครับ ใครชอบมันๆ คงจะชอบ แต่สำหรับผมที่ชอบไม่ได้มันมาก ผมว่าคราวหน้าอาจจะขอขนาดลดลงเป็นชุดเล็ก 120 กรัมน่าจะพอเหมาะกว่าครับ

เมื่อเรากินเสร็จแล้ว ก็จะมีไอศครีมเชอเบตสตรอเบอรี่มาล้างปาก กับชามะนาวครับ ผมพบว่ามันช่วยตัดเลี่ยนจากเนื้อมันๆ ได้ดีเลยครับ ไอศครีมเขาก็อร่อยดีครับ



ใครที่ชอบเนื้อ น่าจะชอบร้านนี้นะครับ ถ้าได้มีโอกาสมาโกเบ และต้องการมาให้ถึงที่ด้วยการกินเนื้อโกเบ ร้านนี้น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีครับ คุ้มราคา อิ่มมาก

สรุปทริปโกเบ กรกฎาคม 2558

ช่วงวันหยุดสามสี่วันที่ผ่านมา ผมไปเที่ยวมาอีกแล้วครับ ให้ทายว่าที่ไหนครับ.. ญี่ปุ่นอีกแล้ว (ไม่ต้องคิด) ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมเที่ยวคนเดียวแถวคันไซครับ เนื่องจากผมอยากลองมาเที่ยวคนเดียวเองดูมั่ง บวกกับกดโปรแอร์เอเชียไปกลับได้เก้าพันกว่าบาท เลยมาครับ ขอสรุปทริปนี้ไว้ก่อนดังนี้นะครับ


สรุปทริปญี่ปุ่นสงกรานต์ 2558


ในช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นอีกครั้งครับ ครั้งนี้พาคนที่ยังไม่เคยไปญี่ปุ่นมาก่อนมาเที่ยวด้วยที่เที่ยวเลยอาจจะซ้ำๆ เดิม แต่ก็ได้บรรยากาศใหม่เนื่องจากมาช่วงสงกรานต์ที่มีซากุระบานด้วย เลยขอสรุปทริปดังนี้ครับ

วันแรก 10 เมษายน 2558 สุวรรณภูมิ - ฮานอย - นาโกย่า
  • ออกเดินทางจากที่รามา มาแวะเอาสัมภาระ แล้วไปยังสนามบินสุวรรณภูมิด้วย Airport Link
  • ขึ้นเครื่องบินจากสุวรรณภูมิโดยสายการบินเวียตนามแอร์ไลน์ครับ ออกจากกรุงเทพ 18 น. มาต่อเครื่องที่สนามบินนอยไบ กรุงฮานอย ประเทศเวียตนาม แล้วขึ้นต่อไปลงที่สนามบินจูบุ (นาโกย่า) ครับ
  • ข้าวเย็นบนเครื่องใช้ได้ แต่เครื่องบินเล็ก โดยเฉพาะตอนบินจากฮานอยไปนาโกย่า บินผ่านฝนที่ความสูงไม่มากนี่เครื่องสั่นน่ากลัวมากครับ

วันที่ 2 11 เมษายน 2558 นาโกย่า - โอซาก้า - นาโกย่า
  • เดินทางถึงสนามบินชูบุ (Chūbu Centrair International Airport) ประมาณ 6 โมงเช้าครับ คนต่อคิวตรวจคนเข้าเมืองไม่มาก แค่ครึ่งชั่วโมงจากตอนเครื่องลงก็ออกมาได้แล้วครับ
  • แวะ ซื้อ Kintetsu Rail Pass ที่เคาน์เตอร์ในสนามบินครับ ที่ Meitetsu Traval Plaza ใครจะซื้อให้ออกมาตรงสถานีรถไฟนะครับ จะอยู่ด้านขวาของเกทเข้าสถานทีรถไฟเลยครับ


สรุปทริป ฮอกไกโด กุมภาพันธ์ 2558

ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นอีกครั้งแล้วครับ (ช่วงนี้ถี่หน่อย แฮะๆ) ครั้งนี้เป็นทริปที่แพลนโดยเพื่อน ส่วนผมไปจอยเขาเฉยๆ ไม่ได้วางแผนการเที่ยวเองครับ แต่ก็แพลนไว้ได้ดี ได้เที่ยวหลายที่แทบไม่มีวันไหน fail เลย ทริปครั้งนี้เป็นครั้งแรกของผมที่ไปฮอกไกโดครับ แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ไปญี่ปุ่นโดยไม่ได้แวะโตเกียวเลยครับ ก็เลยขอลองสรุปทริปครั้งนี้ไว้นะครับ

วันแรก กรุงเทพ-สนามบินชินชิโตเสะ-ฮาโกดาเตะ


สรุปทริป โยโกฮาม่า ปีใหม่ 2558


ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาอีกแล้วครับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คราวนี้ผมไปคนเดียวล้วนๆ เพราะว่าตอนแรกนัดเพื่อนที่โน่นไว้ แล้วพอดีเขาเปลี่ยนใจจะกลับเมืองไทยตอนที่ผมจะไปพอดี แต่ก็คิดไว้แล้วว่าจะไปพักกับบ้านคุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่นที่เป็นญาติห่างๆ ซึ่งแกเป็นพ่อกับแม่ของสามีของพี่สาวลูกพี่ลูกน้องผมครับ




ไปญี่ปุ่นกับครอบครัว (2) ตามหาฟูจิ.. ไม่เจอ T_T

กลับมาทริปญี่ปุ่นกันต่อนะครับ (ดองเค็มมากมาย) ตอนนี้จะกล่าวถึงวันที่สองครับ หลังจากวันแรกที่ผมถึงโตเกียว เนื่องจากแม่ต้องประชุมต่ออีกวันหนึ่ง ผมเลยไปเที่ยวตามหาฟูจิกับพ่อและน้องครับ

ที่ที่เลือกไปดูฟูจิครั้งนี้ก็ยังคงเป็นทะเลสาบ Kawaguchi (河口湖, Kawaguchi-ko) เหมือนเดิมกับคราวเมื่อสงกรานต์ที่ไปกับเพื่อนครับ เพราะรู้สึกว่าไปง่ายดีด้วยรถไฟครับ

การไปทะเลสาบนี้ไปได้สองวิธี คือรถบัส กับรถไฟครับ ผมเลือกที่จะไปรถไฟเพราะชอบนั่งรถไฟ แล้วก็รู้สึกว่าสะดวกสบายกว่ารถบัสครับ (ระยะเวลาไม่ห่างกันมากนักครับ แต่รถบัสจะถูกกว่า และไม่ต้องต่อรถไฟ)

ไปญี่ปุ่นกับครอบครัว (1) บิน A380 ไปกินซูชิมิโดริ, ขึ้น Mori Tower

เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นกับพ่อ แม่และน้องมาครับ

ปกติที่บ้านจะไม่ค่อยได้ไปต่างประเทศเท่าไหร่ครับ เนื่องจากมักจะไปบ้านคุณตาคุณยายที่อยู่ภาคใต้มากกว่า เลยถือว่าไปเที่ยวเลย ครั้งสุดท้ายที่ไปต่างประเทศก็คงจะเป็นตอนไปสิงคโปร์เมื่อสมัยผมอยู่ม. ต้นอะไรทำนองนั้น (จริงๆ ที่บ้านเขาก็ไปพม่า เขมร มัลดีฟ อะไรทำนองนี้อยู่ช่วงผมเรียนมหาวิทยาลัย แต่ผมก็ยุ่งเสียจนไม่สามารถไปร่วมวงได้) ก็นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่ไปต่างประเทศกับที่บ้านก็ได้มั้ง

ที่เลือกไปญี่ปุ่นในครั้งนี้เพราะคุณแม่ต้องไปประชุมอยู่แล้วที่ญี่ปุ่น เลยให้คุณแม่ถือโอกาสอยู่ต่อ ส่วนผม พ่อและน้องก็ไปเจอคุณแม่เอาหลังจากเลิกประชุมครับ

ความโชคดีครั้้งนี้คือช่วงนี้มีตั๋วโปรโมชั่นของการบินไทยพอดี บินไปกลับญี่ปุ่นก็แค่ 17,000 ทำให้ที่บ้านตัดสินใจว่าจะไปกัน นอกจากนี้ตั๋วการบินไทยยังไปลงที่หนึ่งแล้วออกมาจากอีกที่ก็ได้ เลยเลือกไปลงที่สนามบินนาริตะ และกลับจากสนามบินคันไซครับ

ไฟลท์ที่บินไปนาริตะของการบินไทยมีสองไฟลท์ คือไฟลท์ดึกที่เวลาดีกว่า (ออกดึก ถึงเช้า เที่ยวได้เลย) กับไฟลท์เช้าที่บินเช้าถึงเย็น แต่เนื่องด้วยไฟลท์เช้าใช้เครื่อง Airbus A380 ที่ไม่เคยนั่ง ก็เลยอยากลองนั่ง A380 ดูครับ

มาซะเช้าเลย สุวรรณภูมิค่อนข้างเงียบครับ

ไฟลท์ออกประมาณเจ็ดโมงเช้าครับ ออกจากเกท C7 แน่นอนว่าครั้งนี้ผมก็ไปนั่งเลาจ์ King Power (ที่เข้าฟรีเพราะใช้บัตรเครดิต SCB Kingpower) รอเหมือนเดิม

เกทนี้แหละ TG 676

เครื่องบินลำใหญ่ดี ตอนขึ้นแบ่งเป็นข้างหน้ากับข้างหลังด้วย มีชั้นสอง แต่ผมนั่งชั้นล่างครับ



ข้อดีของ A380 การบินไทยนี่คือมีกล้องติดอยู่ตรงท้ายลำ ทำให้เห็นวิวว่าเครื่องบินกำลังบินอยู่ยังไง ซึ่งผมว่าทดแทนการที่ไม่ได้นั่งข้างหน้าต่างได้ดีทีเดียวครับ เสียแต่ว่าคุณภาพของภาพยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (อารมณ์ประมาณทีวีความละเอียดปกติ) ถ้าเป็นภาพแบบ HD ผมว่าน่าจะดีกว่านี้อีก



ผมนั่งริมหน้าต่าง ผู้หญิงคนข้างหน้าเอาตุ๊กตาหมีสีชมพูลาย Polka Dot ขึ้นเครื่องด้วย!!!



อาหารที่เสริฟบนเครื่องเป็นแบบนี้ครับ ผมเลือกอาหารทะเลมาตั้งแต่ตอนจอง ได้ออกมาเป็นอาหารทะเลย่างๆ ก็อร่อยดี


ตอนไปถึงก็จอดที่ Terminal 1 ครับ ละแวกเดียวกับ ANA เลยมีเครื่องของ ANA เยอะมากๆ

เครื่อง ANA ทั้งนั้น
อยากลองนั่ง 787 อีกอัน ยังไม่เคยนั่งเลย
ห้องน้ำสนามบินญี่ปุ่น ก็ยังมีโถแบบญี่ปุ่น (แบบในการ์ตูน) นะ


การเที่ยวครั้งนี้ผมเลือกไปโตเกียวก่อนสามวัน แล้วค่อยไปเที่ยวย่านคันไซ (เกียวโต และโอซาก้า) ในอีกสามวันที่เหลือครับ เนื่องจากพ่อและน้องยังไม่เคยมาเที่ยวที่โตเกียว เลยวางแผนว่าจะพาไปดูบรรยากาศเมืองก่อน รวมถึงไปดูฟูจิที่คาวากูจิโกะ (ที่ผมเพิ่งไปมากับเพื่อน) และผมเองก็อยากลองไปสวน Hitachi Seaside Park ที่เริ่มจะฮิตๆ กันในหมู่คนไทยด้วย

เนื่องจากเรามีออกนอกเมืองกัน ก็เลยวางแผนจะซื้อตั๋ว Kanto Area Pass ของ JR East ที่สามารถไปคาวากูจิโกะ และ Hitachi Seaside Park ที่อยู่จังหวัด Ibaraki (อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโตเกียว) โดยพาสนี้ครอบคลุมทั้งสองอย่างนี้ครับ จริงๆ แอบเสียดาย เพราะอยู่ไม่นาน อดนั่งชิงกันเซ็นสายสั้นๆ เล่น แต่ไปกลับ Ibaraki อย่างเดียวนี่ก็คุ้มค่า Pass แล้วครับ เพราะค่อนข้างไกล

เมื่อใช้ Kanto Area Pass ผมก็เลยเลือกที่จะนั่งรถไฟเข้าเมืองด้วย JR Narita Express เพราะไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม แล้วก็ลงที่สถานี Tokyo ต่อรถใต้ดินเข้าโรงแรมไม่นานด้วย ใครจะซื้อตั๋วที่ Terminal 1 ให้ลงมาที่ใต้ดินแถวหน้าสถานีรถไฟ จะมีห้องขายตั๋ว JR East Information Center อยู่ครับ (คนละที่กับเค้าน์เตอร์สถานีนะครับ แต่ใกล้ๆ กันเลย) เนื่องจากผมคิดว่าเราจะนั่งรถไฟใต้ดินกันบ่อยด้วย ก็เลยซื้อตั๋วสามวันของ Tokyo Subway อีกอย่าง (ราคา 1,500 เยนสำหรับนักท่องเที่ยว นั่งใต้ดินได้ทุกสาย) คราวนี้เลยสะดวกเลยจะนั่ง JR หรือ Metro ไปไหนมาไหนก็สบายไม่ต้องคิดมากครับ


รถไฟเชื่อมระหว่างนาริตะกับโตเกียวจะมีสองเจ้า คือของ JR กับของ Keisei ครับ สำหรับของ JR ชื่อว่า Narita Express ซึ่งจะไปยังสถานี Tokyo ก่อน หลังจากนั้นจะวนไปส่งต่อที่สถานีอื่นๆ ของ JR โดยมีทั้งที่ไปด้านเหนือของเมือง (อย่าง Omiya) ด้านใต้ (อย่าง Yokohama) และไปด้านตะวันตก (Shibuya, Shinjuku, และบางขบวนวิ่งยาวไปจนถึง Kawaguchiko ก็ยังมี) 

ส่วนอีกเจ้า Keisei ซึ่งมีรถด่วน Skyliner จะวิ่งไปแถวตะวันออกเฉียงเหนือของโตเกียวคือ Nippori และ Ueno ครับ จริงๆ Keisei Skyliner นี่วิ่งเร็วกว่า เพราะสร้างรางเชื่อมเป็นเส้นตรง (เป็นรางส่วนตัวของ Keisei) และรถก็วิ่งด้วยความเร็วสูงกว่า (160 km/hr เทียบกับ Narita Express 130 km/hr) แต่ข้อเสียคือมันสุดที่ Ueno ถ้าไปจุดอื่นผมว่า Narita Express ก็ยังสะดวกกว่าครับ

อย่างขบวนนี้ไป Tokyo ก่อนแล้วค่อยวนไป Shibuya, Shinjuku, Omiya
รถไฟญี่ปุ่นมี AED อยู่บนรถด้วยละ

หลังจากถึงสถานี Tokyo แล้วผมก็ต่อรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line (สายสีแดงตัว M) มายังสถานี Akasaka-Mitsuke ที่โรงแรมครับ


ครั้งนี้ผมพักที่ Centurion Hotel Residential Akasaka ที่เลือกที่นี่เพราะอยู่ย่านเดิมที่เคยมาแล้ว (คิดว่าจะได้ไม่หลง) นอกจากนี้โรงแรมยังมีห้องแบบ Family คือแยกเป็นห้องย่อยอีกสองห้อง ให้พ่อแม่นอน แยกกับผมและน้อง และยังมีห้องนั่งเล่น กว้างหน่อยจะได้สบาย ไม่เหมือนโรงแรมญี่ปุ่นทั่วไปที่ค่อนข้างแคบ

หลังจากเช็คอินแล้วก็พบว่าเย็นพอดี (ไฟลท์ถึงสี่โมง กว่าจะนั่งมาโตเกียวก็หกโมงแล้ว) ก็เลยวางแผนว่าวันแรกจะไปแค่กินซูชิ กับไปเดินย่าน Roppongi ที่ไม่ไกลมากเล็กน้อยครับ

มื้อแรกของโตเกียวครั้งนี้เลือกไปกินซูชิที่ร้าน Sushi Midori สาขา Akasaka ครับ ซึ่งอยู่ในย่าน Akasaka Sacas เป็นสาขาที่ไม่ค่อยมีคนไทยไปเท่าไหร่ คิวก็ไม่นานด้วย (คนไทยส่วนใหญ่ไปกินสาขาชิบูย่า กับสาขากินซ่ากัน ได้ข่าวว่าสาขาอื่นรอเป็นชั่วโมง สาขานี้รอประมาณ 30 นาทีก็ได้นั่งโต๊ะ) อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีคนไทยมาพักย่านนี้ด้วยมั้ง เพราะผมไปมาสองทีก็ไม่ได้ยินภาษาไทยจากคนที่อยู่ย่านนี้เลยแฮะ ร้านอยู่ชั้น 2 ของ Akasaka Biz Towerครับ คราวที่แล้วก็มากินที่นี่

ความสนุกของการกินซูชิมื้อนี้คือกินท่ามกลางคนญี่ปุ่นล้วนๆ ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษเลยครับ ตั้งแต่นั่งรอคิว ให้กดคิวเองก็เป็นภาษาญี่ปุ่น (กดมั่วๆ ตามเขาไป) เวลาเรียกคิวก็เรียกเป็นตัวเลขภาษาญี่ปุ่น (ต้องลำบากโทรไปถามเพื่อนว่าเลขคิวนี้อ่านว่ายังไงอีก) แต่ในที่สุดก็ได้กินไม่มีปัญหาอะไรครับ

ซูชิร้านนี้ไม่แพงครับ อร่อยด้วย ในชุดก่อนอื่นเลยเขาจะเอาชากับไข่ตุ๋นมาเสริฟให้ทานก่อนครับ


หลังจากนั้นเป็นสลัดมันปู อร่อยโฮก


อันนี้สั่งเพิ่ม ชิราโกะ รสชาติมันๆ กินกับซอสพอนสึเปรี้ยวๆ อร่อยสุดๆ (กินหมดแล้วค่อยบอกน้องว่ามันคือท่อนำอสุจิของปลา แต่น้องก็ไม่อ้วกนะ)

โรลปลาไหลของพ่อ (พ่อไม่กินปลาดิบครับ)
สลัดปลาดิบรวม

แล้วในที่สุดจานหลักที่เป็นเซ็ตก็มาครับ แน่นอนว่าผมเลือกสั่งเซ็ตใหญ่สุดเหมือนเดิม (มาทั้งทีขอจัดเต็ม) ราคา 3,000 เยน เป็นเงินไทยก็พันนึง คุ้มมากเพราะมีหมดเลย โอโทโร่ ชูโทโร่ กุ้ง ปู ปลาไหล หอย ไข่หวาน ทั้งยังมีสลัด ซุป ไข่ตุ๋นอีก

ชูโทโร่กับไข่ปลาซาลมอน (ที่ในที่สุดเหลือชิ้นนึงเพราะกินไม่หมด เสียดายโคตร)
โอโทโร่ ใครชอบน่าจะฟิน แต่ผมไม่ค่อยชอบแหะ ผมไม่ชอบอะไรที่มันมันๆ ง่ะ
หอยเม่น กินแล้วเข้าใจเลยว่าคำว่าหวาน กับไม่คาว มันเป็นยังไง

ปูครับ
 ครั้งนี้สั่งเกินมาหนึ่งชุด (น้องคิดว่าชุดใหญ่จะกินไม่พอ ก็เลยสั่งมาซะเยอะ) กินไม่หมดครับ แหะๆ ไม่มีบริการห่อกลับบ้านเสียด้วย ใครจะมากินผมแนะนำชุดเดียวอิ่มครับ ไม่ต้องเพิ่ม เดี๋ยวจะกินไม่หมด อ้อ ผมเพิ่งสังเกตอีกอย่างว่าไม่มีแซลมอนในเซ็ตแฮะ

ต่อจากนั้นเราก็เดินกันไปที่ Roppongi Hills เพื่อไปขึ้น Mori Tower ครับ

ป้ายรถเมล์ที่ญี่ปุ่น บอกทางได้ดีมาก แต่ไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษ

วิวที่ Roppongi Hills Mori Tower ก็สวยดีครับ ข้อดีคือเห็นมุม Tokyo Tower ด้วย ค่าขึ้นพันห้าร้อยเยน แต่ผมว่ามุมที่ Tokyo Sky Tree สวยและสูงกว่า ราคาก็พอๆ กันครับ แต่ใครอยู่ย่านนี้ก็ลองมาขึ้นได้ครับ ไม่ค่อยมีคิว


เสร็จแล้วเราก็นั่งรถไฟกลับโรงแรมกัน ก่อนเข้าโรงแรมก็แวะ Family Mart นิดหน่อย

Grape Tea อันนี้ก็อร่อยดี
กาแฟมีให้เลือกอย่างเยอะ

พอเสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรมนอนครับ เป็นอันว่าจบวันแรกครับ

(c) Copyright 2015 Pawin Numthavaj. Powered by Blogger.