สรุปทริป ฮอกไกโด กุมภาพันธ์ 2558

ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นอีกครั้งแล้วครับ (ช่วงนี้ถี่หน่อย แฮะๆ) ครั้งนี้เป็นทริปที่แพลนโดยเพื่อน ส่วนผมไปจอยเขาเฉยๆ ไม่ได้วางแผนการเที่ยวเองครับ แต่ก็แพลนไว้ได้ดี ได้เที่ยวหลายที่แทบไม่มีวันไหน fail เลย ทริปครั้งนี้เป็นครั้งแรกของผมที่ไปฮอกไกโดครับ แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ไปญี่ปุ่นโดยไม่ได้แวะโตเกียวเลยครับ ก็เลยขอลองสรุปทริปครั้งนี้ไว้นะครับ

วันแรก กรุงเทพ-สนามบินชินชิโตเสะ-ฮาโกดาเตะ




  • ออกเดินทางจากไทย ด้วยสายการบิน Korean Air ครับ ออกจากไทยประมาณเที่ยงคืน แวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินอินชอนช่วงเช้า ถึงสนามบิน New Chitose ฮอกไกโด (ภาษาญี่ปุ่นคือสนามบินชินชิโตเสะ - ชิน คือใหม่) ประมาณบ่ายโมงครับ
  • ถึงสนามบินแล้ว ตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยปกติดีครับ เทอร์มินอลฝั่ง International ที่นี่ไม่ใหญ่ครับ (เล็กมากเลยล่ะ เมื่อเทียบกับนาริตะ หรือคันไซ) มีทางเชื่อมเครื่องบินจอดได้ประมาณ 5 ลำพร้อมกันเองครับ
  • ที่สนามบิน มีรถไฟ JR ผ่านในสนามบินเลย ก็ทำการเปลี่ยนตั๋ว Hokkaido Rail Pass จากใบจองเป็นของจริงครับ แล้วก็เริ่มใช้เลย ผมใช้แบบ 7 day pass ครับ
  • พอมาถึงก็เจออุปสรรคแรกเลย คือรถไฟแบบจองจาก Minami Chitose (สถานีหน้าสนามบิน นั่งรถไฟออกมา 1 สถานีครับ) ไปยังสถานี Hakodate เต็มครับ ต้องเสี่ยงดวงไปนั่งแบบ Non-reserve แทน
  • ต้องรอรถไฟประมาณชั่วโมงครึ่ง ผมเลยออกไปซื้อรองเท้าสำหรับเดินในหิมะที่ ABC Mart สาขา Rera Shopping Outlet (เป็น Shopping Mall แถวสถานี Minami Chitose ครับ) ได้มาคู่หนึ่ง ยี่ห้อ Van ราคาสี่พันเก้าร้อยเยน ใช้ดีครับ ใช้จนจบทริปกลับเมืองไทยเลย อาจจะมีลื่นบนน้ำแข็งที่ละลายบ้างเล็กน้อยครับ แต่น้ำไม่เข้า ไม่เปียก ลุยหิมะได้ครับ ใครแพลนว่าจะมาเล่นหิมะ มาซื้อที่นี่ได้ครับ (ในสนามบินมีตัวเลือกน้อยและแพงครับ แนะนำซื้อที่นี่มีให้เลือกเยอะกว่า)
  • จะบอกว่ารถไฟขาไปนี่ไม่ค่อยเท่าไหร่ครับ พอมีที่นั่งอยู่บ้าง แต่แน่นอนไม่ได้นั่งด้วยกัน รถไฟที่วิ่งระหว่าง Sapporo และ Hakodate ชื่อว่า Hokuto (北斗) และ Super Hokuto (スーパー北斗) ซึ่งทั้งวันมีวิ่งอยู่แค่ 9 เที่ยวเอง แล้วเจ้า Hokuto รอบที่ผมนั่งนี่มีอยู่แค่ห้าตู้ เป็นตู้ Reserve สองตู้ ตู้พิเศษ (Green Car) ตู้หนึ่ง และตู้ Non-reserve อีกสองตู้ครับ ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับคน แนะนำว่าใครจะไปก็ต้องคำนึงถึงตรงนี้ด้วยก็ดีครับ เพราะเราใช้ JR Hokkaido Pass เราจองตู้ Reserve ได้ฟรีอยู่แล้ว
  • ที่ JR Information Center มีตารางรถไฟเป็นแผ่นพับแจกด้วยครับ ภาษาไทยด้วย ใช้สะดวกดีครับ แนะนำให้เอาเก็บไว้ด้วยครับ อ่านง่าย แพลนได้สะดวกกว่าใช้ Hyperdia ครับ เพราะเราสามารถดูได้เลยว่ารอบถัดไปเวลาเท่าไร อีกอย่างคือฮอกไกโดมีบริษัท JR Hokkaido ให้บริการรถไฟรายเดียวครับ เลยไม่ต้องหาของที่อื่นเลย
  • ถึงฮาโกดาเตะ ตอนห้าโมงครับ ห้าโมงหน้าหนาวญี่ปุ่นนี่อารมณ์ประมาณสองทุ่มบ้านเรา คือมืดแล้ว หนาวมากครับ หิมะก็ตกปรอยๆ เดินจากสถานีไปโรงแรมที่อยู่แค่หน้าสถานี แทบแข็งตาย (อุณหภูมิประมาณ -2 องศา แต่บวกกับลม หิมะตกอีก)
  • เช็คอินที่ Smile Hotel Hakodate ครับ โรงแรมห้องเล็กมากตามประสา Business Hotel ญี่ปุ่นนอนสองคนแทบจะก่ายหัวกันนอนเลย เป็นโรงแรมที่ไม่ค่อยประทับใจที่สุดในทริปครับ เพราะห้องเล็กเกินไป ถ้าเลือกได้จะเลือกที่อื่นครับ แต่ข้อดีคืออยู่ใกล้สถานีมากครับ


  • หลังจากนั้นก็หาอะไรกินกันครับ ผมกินซูชิแถวๆ โรงแรมครับ รสชาติพอใช้ได้ สาหร่ายอร่อยดีครับ
  • ผมแวะไปซื้อของใช้ที่ร้านยา Tsuruha (ツルハドラッグ) ครับ ซึ่งเป็นร้านขายยา อารมณ์ Watson's แต่ที่นี่มีขนาดใหญ่ ขายของกินด้วย เป็นซูเปอร์มาร์เกตขนาดย่อมๆ เลยทีเดียวครับ

วันที่สอง เที่ยวในฮาโกดาเตะ
  • วันนี้เที่ยวรอบเมืองฮาโกดาเตะโดยใช้รถรางครับ เลยซื้อ Tram Pass กันครับ ซื้อได้จากร้านขายหนังสือในสถานีรถไฟ Hakodate ครับ หรือที่ Tourist Information Center ก็ได้ครับ
  • ตอนเช้าผมเดินเล่นนิดหน่อยแถวตลาดปลา ซื้อขาวปั้นมากินก้อนหนึ่ง (แน่นอน ไส้แซลม่อน) รสชาติพอใช้ได้ครับ หลังจากนั้นก็ขึ้นรถรางจากสถานี Hakodate Ekimae (駅 Eki=เอคิ สถานีรถไฟ 前 Ma-e=มา-เอะ ข้างหน้า) ไปลงสถานี Goryokaku Koen-Mae (公園 Koen=โคเอ็น สวน)
  • ป้อม Goryokaku เป็นป้อมรูปดาวห้าแฉกครับ (ภาษาญี่ปุ่น 五稜郭 หมายถึงอาคารห้าแฉก 五 แปลว่าห้า) ผมขึ้น Goryokaku Tower ด้วย เป็นคอคอยไว้ดูวิวสวนจากมุมสูงก่อนเลยครับ
 
  • หลังจากขึ้นดูวิวแล้ว ก็ลงมาข้างล่าง ก่อนจะไปเดินในสวน เพื่อนๆ หิวกัน ก็เลยไปกินข้าวเช้าที่ Lucky Pierrot (ラッキーピエロ) เป็นเชนฟาสต์ฟู้ดครับ กินแฮมเบอร์เกอร์โฮตาเตะชุบแป้งทอด กับเฟรนช์ฟรายส์ราดชีสครับ อร่อยดี


  • หลังจากกินข้าวเช้าแล้ว ก็เข้าไปเดินเล่นในสวน Goryokaku ครับ ในสวนฤดูหนาวนี้คูน้ำรอบสวนจะเป็นน้ำแข็งเลย ลมก็แรงทีเดียว อากาศหนาวมากครับ แต่ก็มีนักท่องเที่ยวมาเดินเล่นกันพอสมควร มีทัวร์ของคนญี่ปุ่นเองมาลงด้วยครับ
  • หลังจากนั้นก็นั่งรถรางจาก Goryokaku Koen-Mae ไปลงสถานี Jujigai เพื่อเดินเล่นกันที่ Hakodate Red Brick Warehouse (โกดังก่ออิฐแดงคาเนโมริ) ครับ เป็นชอปปิ้งมอลล์สไตล์โกดัง อารมณ์เหมือนที่โยโกฮาม่า แต่เล็กกว่าครับ
  • ทานข้าวกลางวันกันที่ Hakodate Brewery เป็นร้านอยู่แถวนั้นครับ ขายเบียร์ แล้วก็มีอาหารสไตล์ฝรั่ง แต่ผมเลือกทานข้าวหน้าแกงกะหรี่กับสลัด แล้วก็เบียร์ Non-alcohol ครับ ก็อร่อยดีครับ


  • หลังจากอิ่มแล้วก็เดินดูทางลาดบริเวณอ่าว Hakodate สวยดีครับ แถวนี้จะมีโบสถ์คริสต์ด้วย เนื่องจากเป็นเมืองท่าของฮอกไกโดมาก่อน เลยมีทั้งโบสถ์คริสต์ สถานทูตอังกฤษ ศาลาว่าการของเมืองครับ
  • จากนั้นก็ขึ้น Mt. Hakodate Rope Way (函館山ロープウェイ) ดูวิวจากข้างบน แต่หิมะตกหนัก เห็นอะไรไม่ค่อยชัดเท่าไหร่
  • ตอนเย็น กินมื้อเย็นที่ Hakodate Beer Hall (函館ビヤホール) ครับ ของกินจะแอบแพงนิดนึง แต่กินแกล้มเบียร (Non-alcohol เช่นเดิม) ก็ดีครับ
  • กลับมานอนที่โรงแรมครับ

วันที่สาม ฮาโกดาเตะ-ซัปโปโร-เทศกาลหิมะซัปโปโร
  • เช้านี้ตื่นมาแล้วหิมะตกหนักมากๆ ครับ หนาวสุดๆ
  • เดินไปทานมื้อเช้าที่ตลาดปลาหน้าสถานีฮาโกดาเตะ ร้านที่เลือกไปทานคือร้าน Suzuya (すずや食堂) ครับ ร้านจะอยู่มุมถนน ห่างจากถนนหลักที่มีแผงลอยเยอะๆ นิดหนึ่ง แต่หาไม่ยากครับ
  • ผมเลือกทานข้าวหน้าปลาดิบห้าอย่างครับ มีแซลม่อน, ไข่แซลม่อน, หอยเชลล์ (โฮตาเตะ), หอยเม่น ครับ อร่อยดีครับ โฮตาเตะอร่อยสุดๆ ฟินมากมาย ส่วนไข่แซลม่อนนี่ก็รสชาติดีครับ แต่แซลม่อนนี่ไม่ค่อยอร่อยเลยครับ


  • หลังจากนั้นเราก็ไปตกปลาหมึกสดๆ กินครับ จะเป็นกิจกรรมที่ทุกคนชอบมาทำกัน คือจะมีปลาหมึกว่ายอยู่ในตู้ เขาจะแจกเบ็ดมาให้เราตกเองว่าจะเอาตัวไหน พอตกได้แล้วก็เอาไปแล่สดๆ ทั้งเป็นเลย แล้วก็กินกับโชยุ ปลาหมึกยังกระดึ๊บๆ อยู่เลยครับ แต่ปกติผมไม่ชอบกินปลาหมึกอยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกว่าปลาหมึกมันแข็งๆ ครับ
  • หลังจากนั้นเราก็ออกเดินทางจากฮาโกดาเตะไปยังซัปโปโรครับ ด้วยรถไฟเหมือนเดิม รถไฟรอบนี้คนแน่นมาก ต้องยืนตรงทางเดินประมาณเกือบครึ่งทางจนกว่าจะมีคนลุกครับ แต่ก็ถึงซัปโปโรได้ครับ
  • พอถึงซัปโปโรแล้วก็มาเช็คอินที่โรงแรม Gracery Hotel Sapporo ครับ โรงแรมนี้อยู่หน้าสถานีเลย มีทางเชื่อมใต้ดินต่อกับสถานีรถไฟด้วยครับ ทำให้ไม่ต้องฝ่าความหนาวบนดินไปครับ
  • หลังจากฝากของไว้กับโรงแรมแล้วเราก็กินข้าวหน้าแกงกะหรีที่สถานี JR Sapporo เองครับ
  • เมื่อกินเสร็จแล้วเราก็เดินตามทางเดินใต้ดินไปเที่ยวงาน Sapporo Snow Festival ครับ ทางเดินใต้ดินของเมืองซัปโปโรจะเป็นทางเดินเชื่อมยาวมาก ตั้งแต่สถานี JR ที่เชื่อมกับรถไฟใต้ดินสถานี Sapporo ยาวมาถึงสถานีรถไฟใต้ดิน Odori และยาวมาถึงสถานี Suzukino ที่เป็นย่านช็อปปิ้งครับ เรียกว่าเดินกันขาลากได้เลยทีเดียว แต่ระหว่างทางก็มีคนเดินเยอะมากครับ และก็มีร้านขายของตลอดทางเลยครับ
  • งาน Sapporo Snow Festival แน่นอนก็มีจัดแสดงประติมากรรมหิมะหลายอย่างครับ ตอนที่ไปก็มีสตาร์วอร์ (ซึ่งเขาเคลมว่าได้รับลิขสิทธิ์ถูกต้องด้วยนะ) แล้วก็มีแข่งรูปปั้นหิมะหลายอันครับ ของไทยเราก็ปั้นเป็นตุ๊กๆ ด้วย แต่วันที่ผมไปมันละลายพังลงไปแล้วครับ (แง) 


  • กินข้าวเย็นที่ตรอกราเมงครับ (Sapporo Ramen Alley 札幌 ラーメン横丁) ราเมงก็อร่อยดีครับ กินซุปร้อนๆ ท่ามกลางอากาศหนาวๆ ครับ
  • หลังจากนั้นก็ไปเดินช็อปปิ้งที่ร้าน Don Quijote (ドン・キホーテ) ครับ เป็นเชนร้านขายของลดราคา สาขาที่ซัปโปโรนี่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงครับ ร้านจะอยู่ระหว่างสถานี Odori กับ Tsusukino ครับ ใครเดินตรงทางเชื่อมใต้ดินมาให้ออกจากทางเชื่อมตรงที่เขียนว่า 1-2-3 chome ครับ จะออกมาพอดีร้านเลยครับ
  • กลับโรงแรม นอนครับ

วันที่สี่ เที่ยวในเมืองซัปโปโร
  • วันนี้เป็นวันที่เที่ยวในซัปโปโรครับ เลยซื้อตั๋ววันของรถไฟใต้ดิน ราคาหนึ่งพันเยน ขึ้นได้ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน, รถบัส, รถรางครับ
  • ตอนเช้า ไปกินข้าวที่ตลาดปลาครับ ทางไปตลาดปลาไปไม่ยากครับ เดินตรงผ่านหน้า Don Quijote ไปเรื่อยๆ จนสุดช็อปปิ้งมอลล์แล้วข้ามถนนไปหนึ่งทีก็ถึงแล้วครับ
  • พวกเราเลือกกินร้านข้าวหน้าปลาอีกเช่นเคยครับ วันนี้เลือกเป็นข้าวหน้าไข่แซลม่อน แล้วก็มีโฮตาเตะย่างโชยุ อร่อยและตัวใหญ่มากๆ ครับ
  • หลังจากนั้นก็กลับมานั่งรถไฟใต้ดินสายสีส้ม Tozai Line (東西 - 東 คือตะวันออก 西 ตะวันตก สรุปคือสายตะวันออก-ตะวันตก) ไปโรงงานช็อคโกแลต Shiroi Koibito Park ครับ ลงที่สุดสาย ฟากตะวันตก สถานี Miyanosawa (宮の沢駅) ครับ
  • จากสถานี เดินมาไม่ไกลมากครับ แต่พอดีหิมะตก หนาวมากเลยครับ
  • ภายในโรงงาน ก็จะมีพิพิธภัณฑ์พวกกล่องช็อคโกแลตในยุคเก่าๆ มีส่วนจัดแสดงขั้นตอนการผลิตขนมช็อคโกแลตต่างๆ รวมถึงมีหน้าต่างให้ส่องดูกระบวนการผลิตช็อคโกแลตในโรงงานครับ 
  • หลังจากเที่ยวแล้ว เราก็นั่งรถไฟใต้ดิน ไป Hokkaido Shrine (北海道神宮 Hokkaido Shingu) ครับ เป็นศาลเจ้าที่อยู่ในสวน Maruyama (円山公園, Maruyama Kōen) ครับ ใครมารถไฟใต้ดินก็ออกตรงสถานีสวนนี้ แล้วเดินเข้าไปเล็กน้อย ก็จะเจอศาลเจ้าครับ ตอนที่ผมไปคนไม่เยอะ เงียบสงบดีครับ


  • นั่งรถไฟใต้ดิน ไป Sapporo Beer Museum ครับ สำหรับใครที่อยากใช้รถไฟใต้ดิน แนะนำให้ลงที่สถานี Higashi Kuyakushomae ครับ แล้วเดินต่ออีกเล็กน้อย (หรือจริงๆ จะเดินจากสถานี Sapporo เลยผมว่าก็ได้นะ)
  • ทานข้าวกลางวันที่ Sapporo Beer Museum จริงๆ ก็เป็นบ่ายแล้วครับ อาหารที่กินกับเบียร์ในอากาศหนาวที่อร่อยก็คือ เนื้อย่างครับ เราเลยมากินเนื้อแกะย่างกับเบียร์ Sapporo กัน ไม่คาวครับ อร่อยดี
  • นั่งรถบัสกลับมาที่สถานี Sapporo ครับ
  • นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Odori
  • ขึ้น Sapporo TV Tower ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาเย็นแล้วครับ ก็เลยได้วิวจากหอ TV Tower เป็นวิวค่ำ

  • เดินชอปปิ้งเล็กน้อยที่ห้าง Takashimaya Sapporo ผมได้ซูชิลดราคามากินครับ นอกจากนั้นยังได้แวะไปเดินเล่นที่ Apple Store สาขา Sapporo ที่อยู่ข้างๆ ห้างด้วยครับ
  • กินอาหารเย็นที่ร้านปู เนื่องจากเพื่อนๆ อยากกินกันครับ ส่วนรสชาติผมว่างั้นๆ เหมือนร้านปูที่โอซาก้าเลยครับ ไม่ต่างกัน (ปูบ้านเราอร่อยกว่า แต่เขาทำเมนูจากปูหลายอย่างกว่า)

วันที่ห้า ซัปโปโร-อาซาฮิคาวะ-สวนสัตว์อาซาฮิยามะ-เทศกาลฤดูหนาวอาซาฮิคาวะ
  • นั่งรถไฟจาก Sapporo ไปยัง Asahikawa (Limited Express Okhostk)
  • ฝากของไว้ที่โรงแรม Court Hotel Asahikawa
  • นั่งแทกซี่จากโรงแรม ไปสวนสัตว์ Asahiyama Zoo จริงๆ มีรถบัสด้วยครับ แต่พวกผมหลงนิดๆ พอไปถึงก็มีคนต่อคิวเยอะมากๆ เลยยอมเสียเงินนิดหน่อยเอา ประมาณสามพันเยนครับ ไปถึงก่อนรถบัสอีกแหน่ะ
  • เที่ยวในสวนสัตว์ ดูนกเพนกวิน หมีขาว

  • กินข้าวกลางวันที่สวนสัตว์ครับ
  • หลังจากนั้นเราก็นั่งรถบัสกลับ Asahikawa Station เช็คอินโรงแรม
  • ออกไปเดินเที่ยวที่ Asahikawa Winter Festival โดยมีรถรับส่งฟรีจากหน้าสถานี ไปถึงหน้างานเลยครับ ตอนที่ไปมีวงไอดอล (ของเมือง) กำลังเต้นอยู่ โอตาคุเต็มหน้าเวทีเลยครับ
  • เดินกลับโรงแรม แวะกินอาหารเย็นที่ร้านแถวใจกลางเมือง เป็นข้าวหน้าเนื้อย่าง

วันที่หก อาซาฮิคาวะ-โอตะรุ
  • นั่งรถไฟจาก Asahikawa กลับมายัง Sapporo แล้วต่อรถไฟจาก Sapporo ไปลงที่ Otaru ครับ
  • รถไฟจาก Sapporo - Otaru มีถี่มากครับ นั่งก็แป๊ปเดียวถึง เรียกว่าใครอยากไปเช้าเย็นกลับก็สบายๆ เลยครับ
  • ฝากของไว้ที่โรงแรม Dormy Inn Premium Otaru (โรงแรมอยู่หน้าสถานีเลยครับ)
  • กินอาหารกลาง ไก่ทอด ร้าน Naruto
  • เดินเล่นที่แถวคลองโอตะรุ ถ่ายรูปกับคลองครับ
  • ไป Music Box Museum เดินดูพวกกล่องดนตรีครับ มีขายหลายร้านเลยครับ ร้านใหญ่สุดนี่คนเยอะมาก มีสามชั้น กล่องดนตรีเพียบ แต่ราคาก็สูงอยู่นิดๆ
  • แวะกินของหวานที่ร้านแถว Museum
  • เดินดู Otaru Light Path ครับ คือเป็นเทศกาลที่เขาจะจุดเทียนไขเล่มเล็กๆ ประดับตามหิมะ และมีรูปปั้นหิมะตามสถานที่ต่างๆ ทั้งคลองโอตะรุ แล้วก็ในตัวเมืองครับ สวยดี แต่หนาวมาก หิมะก็ตกครับ พื้นก็เป็นน้ำแข็ง ลื่นอีกต่างหาก (ล้มก้นจ้ำเบ้าไปสามรอบ)
  • มากินซูชิที่ร้านแถวตรอกซูชิ Otaru
  • เดินเล่นจนกลับถึงโรงแรม

วันที่เจ็ด โอตะรุ-คิโรโร่สกีรีสอร์ต
  • ่ขึ้นรถบัน Chuo Bus จากสถานี Otaru ไปยัง Kiroro Resort Piano Hotel ครับ จริงๆ มีวิธีไปโรงแรมหลายวิธี มีรถรับส่งฟรีจากสถานี Otaru-chikko ด้วย (คนละสถานีกับ Otaru นะ) แต่ว่าวิธีที่จะไปถึงเช้าที่สุดคือวิธีนั่งรถเสียเงินไปจาก Otaru ครับ เนื่องจากเรานัดครูสอนสกีไว้ตอนประมาณสิบโมงครับ
  • ฝากของไว้ที่โรงแรม แล้วนั่งรถ Shuttle Bus ไปยัง Kiroro Ski Resort อยู่ไม่ไกลกันครับ ห้านาทีก็ถึง มีรถบัสวนตลอด
  • ฝึกเล่นสกีช่วงเช้า เป็นครั้งแรกของผมที่เล่นสกีครับ ที่ลานสกีมีที่ให้เช่าชุดครับ ต้องใส่ชุดกันหิมะข้างนอก (สวมทับเสื้อนี่ละครับ), รองเท้าเป็นรองเท้าบูทเหล็ก (หนามาก), ถุงมือ แล้วก็มีอุปกรณ์สกีครับ ค่าเช่าก็พอสมควรอยู่เหมือนกัน ประมาณหมื่นกว่าเยน ถ้าใครจะมาแนะนำว่ามีคูปองลดราคาค่าเช่าอยู่ที่ Lawson ครับ ซื้อคูปอง 10,000 เยน ใช้แทนเงินที่ลานสกีได้ 12,500 เยนครับ (แทนได้ทั้งค่าสกี, ค่ากระเช้า, ค่าอาหาร, ค่าของฝาก ยกเว้นค่าโรงแรมแทนไม่ได้)
  • กินข้าวเที่ยงที่ Kiroro Ski Resort มีข้าวหน้าไข่ปลาซาลม่อนอีกละครับ (อิ่มเลย)
  • ช่วงบ่ายลองสกีลงมาเองที่ลานสกี ล้มตรงลิฟท์ไปสองรอบครับ แหะๆ ใช้ไม่เก่ง แต่ตอนสกีลงมาไม่ล้มครับ
  • กลับมาโรงแรม
  • กินอาหารเย็นที่โรงแรม เป็นเนื้อย่างในโรงแรมครับ (แพงชะมัด)

วันที่แปด คิโรโร่สกีรีสอร์ต-สนามบินชินชินโตเสะ-กรุงเทพ
  • เนื่องจากเกิดความผิดพลาดในการจองรถบัส เราจึงต้องนั่งรถบัสกลับมาที่สถานี Otaru แล้วค่อยนั่งรถไฟไปยังสนามบิน New Chitose (ถ้าไม่ลืมจอง จะมีรถจากลานสกีไปสนามบินเลย จะประหยัดเวลากว่าครับ)
  • ช็อปปิ้งในสนามบิน New Chitose
  • กลับเมืองไทยด้วยสายการบิน Korean Air แวะเปลี่ยนเครื่องที่ Busan ครับ เป็นอันจบทริป
สรุปก็เป็นอีกทริปที่ประทับใจดีครับ เป็นครั้งแรกที่ไปฮอกไกโด และเป็นครั้งแรกที่เจอหิมะตลอดทริป (จริงๆ คือมันตกทุกวันเลยล่ะ) เจอจนไม่ค่อยอยากเจอแล้วครับ รุ้สึกว่าหนาว, มือชา, แฉะ, ลื่นตลอดเวลาครับ แต่เล่นสกีบนหิมะนี่ก็สนุกดีครับ ถ้ามีโอกาสอยากจะไปเล่นอีกครับ

3 responses to “สรุปทริป ฮอกไกโด กุมภาพันธ์ 2558

  1. หนุกจัง ขอลอก

  2. กำลังหาข้อมูลที่พักพอดีเลยค่ะ ^^ มีประโยชน์มากๆ

  3. มีประโยชน์มากก กำลังจะไป Snow Festival ปี 2017 พอดีค่ะ ^^

Leave a Reply

ช่วยแสดงความคิดเห็นด้วยครับ

Please leave a comment.

Profile

My photo

An Ear, Nose, and Throat (ENT) surgeon, an epidemiologist, and just a guy who loves technology.
(c) Copyright 2015 Pawin Numthavaj. Powered by Blogger.