5 เหตุผลที่ ResearchKit ยังคงเป็นเพียงของเล่นไว้เพิ่มมูลค่าไอโฟน

เมื่อคืนนี้ Apple ได้เปิดตัว Research Kit โดยโฆษณาว่ามันเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยนักวิจัยด้านการแพทย์ (Medical Research - บางทีเราจะใช้คำว่า Clinical Research ในกรณีที่เก็บคนไข้ที่เป็นคนจริงๆ เพราะ Medical Research นี่รวมทดลองทางการแพทย์ในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองด้วย) เพื่อนำไปในการเก็บข้อมูล และเพิ่มจำนวนคนที่สมัครใจเข้าร่วมงานวิจัย ผมในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับวงการวิจัยทางการแพทย์ ขอแสดงความเห็นส่วนตัวจากคนที่เคยทำงานวิจัยมาบ้างเล็กน้อย ดังนี้ครับ




1. ปัญหาในการกำหนดผู้เข้าร่วมวิจัย (Subject Eligibility)
แอปเปิลโฆษณาว่างานวิจัยมักมีปัญหากับการหาผู้เข้าร่วมงานวิจัยใหม่ โดยคาดว่า Research Kit จะทำให้เราค้นหาผู้เข้าร่วมงานใหม่ๆ ได้มากกว่าเดิม

แต่โดยปกติแล้วงานวิจัย Clinical Research นี้ผู้เข้าร่วมวิจัยมักจะเป็นคนที่ผู้วิจัยกำหนดไว้อยู่แล้ว ว่าจะต้องเป็นโรคไหน ลักษณะเป็นอย่างไร สถานที่เก็บงานวิจัยคือที่ไหนบ้าง (ภาษาทางงานวิจัยเราเรียกว่ามี Defined Population ที่ชัดเจน คือเข้าทั้งเกณฑ์ Inclusion, Exclusion ที่แน่นอน) ซึ่งตรงจุดนี้ หากเราเปิดกว้าง ให้ "ใครก็ได้" มาให้ข้อมูลงานวิจัย เราจะกำหนดกรอบการวิจัยอย่างไร ถ้าหากผมทำการศึกษาเรื่องเบาหวาน โดยผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นใครก็ได้ ผมจะเขียนกรอบงานวิจัยให้ชัดเจนได้อย่างไรว่าจะเป็นคนไข้กลุ่มไหน คนไข้เบาหวานที่ใช้ไอโฟนเหรอ? จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นเบาหวานจริงๆ ซึ่งถ้าเก็บจากในโรงพยาบาล เรามีความมั่นใจมากกว่าแน่ๆ ว่าเขาจะเป็นเบาหวานที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์

2. ผู้เข้าร่วมวิจัยที่ "เป็นโรค" ส่วนใหญ่ มีปัญหาด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี (Access)
แน่นอนว่าตัวอย่างที่แอปเปิลโชว์ให้ดู คนส่วนใหญ่ยังพอมีแรงไหว แต่เอาเข้าจริงแล้วผู้เข้าร่วมงานวิจัยหลายกลุ่มยังไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีแบบนี้ได้ (เช่น ถ้าจะศึกษาคนไข้ที่เป็นอัมพาต เขาจะยังมานั่งกดไอโฟนให้เราได้หรือ)

ภาพผู้ป่วยแบบนี้มานั่งกดไอโฟนยังเป็นไปได้ลำบาก
"Clinicians in Intensive Care Unit" by Calleamanecer - Own work. Licensed under CC BY-SA 3.0 via Wikimedia Commons.


3. ปัญหาของความถูกต้องของข้อมูล (Measurement Validity)
เนื่องจากในแอพต่างๆ ที่เอามายกตัวอย่างนั้น Subject สามารถที่จะใส่ข้อมูลของตัวเองลงไปได้เลย ทีนี้ก็กลายเป็นว่ากระบวนการวัดต่างๆ มีความเป็นไปได้ที่จะเชื่อถือไม่ได้ก็ได้ (Measurement Bias) ยิ่งเท่าที่ผมดูจากแอพที่ปล่อยออกมา ส่วนมากเป็นข้อมูลที่คนไข้กรอกเองด้วย เช่น ให้วัดอัตราการหายใจเอง แล้วใส่ลงในแอพ ปัญหาคือเราจะเชื่อถือได้มากแค่ไหนว่าข้อมูลส่วนนี้มันถูกต้อง เพราะการวัด (Measurement) นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก (ผมว่าสำคัญที่สุดเลยแหละ) ในงานวิจัย Clinical Research

นอกจากนี้แล้ว หากบอกว่าเป็น "แพลตฟอร์ม" ในการบันทึกผลการวิจัย เช่น อาจจะเอา Accelerometer มาวัดจำนวนก้าว หรือให้แท็ปหน้าจอสลับกันเพื่อดูว่ามือขยับได้ปกติหรือไม่นั้น เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า iPhone ที่ผู้ใช้งานใช้อยู่นั้น มีการเทียบกับมาตรฐาน (Calibration) แล้ว ไม่ใช่เป็นไอโฟนที่ Accelerometer กำลังจะพัง หรือให้ข้อมูลที่เพี้ยน ซึ่งตรงนี้ก็ไม่มีงานวิจัยอะไรที่จะมารองรับว่าการเก็บของเราจากไอโฟนนั้นมีมาตรฐานเพียงพอ

4. ปัญหาด้านการเลือกเฉพาะคนที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าร่วมวิจัย (Selection Bias)
เนื่องจากแน่นอน คนที่ซื้อไอโฟนได้ก็ต้องมีเงินอยู่ประมาณหนึ่ง หมายความว่าการที่เราจะเอาไอโฟนไปเก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วมงานวิจัยนั้น ผู้เข้าร่วมงานวิจัยที่ยินยอมจะเข้าร่วมงานวิจัยเราจะต้องมีไอโฟน ซึ่งก็อาจจะหมายความว่าเขามีความเป็นอยู่ทีดีประมาณหนึ่ง (ไม่งั้นคงไม่มีไอโฟนใช้ ใช้โทรศัพท์ธรรมดาเครื่องละไม่กี่ร้อยแทน) ทำให้ตัวอย่างที่เข้าร่วมงานวิจัยเรา อาจถูก Select มาแล้วซึ่งอาจส่งผลต่อตัวแปรต่างๆ ที่เก็บในงานวิจัยได้

5. ปัญหาการเงิน (Financial)
ข้อนี้โคตรจะเป็นปัญหาเลยครับ คืองานวิจัยส่วนใหญ่ปัญหาคือหาเงินมาสนับสนุนค่อนข้างยาก เอาง่ายๆ อย่างงานวิจัยที่ทำๆ กันอยู่ค่าใช้จ่ายสี่ห้าแสนยังแทบจะไม่มีทุนมาให้ทำ จะนับประสาอะไรกับงานวิจัยที่จะต้องทั้งซื้อไอโฟนให้ผู้เข้าร่วมวิจัย และทั้งพัฒนาแอพพลิเคชั่นมาให้ผู้เข้าร่วมวิจัยกรอก ไม่นับ "งานหลังบ้าน" ที่จะต้องตามเก็บข้อมูล ตามดูว่าผู้เข้าร่วมงานวิจัยมีปัญหาในการใช้แอพไหมอีก (ซึ่งงานหลังบ้านนี่ก็ค่าใช้จ่ายสูงไม่แตกต่างกัน เพราะข้อมูลก็ต้องเก็บอย่างมีมาตรฐานอีก) งานวิจัยส่วนใหญ่ผมว่าแค่ค่าไอโฟนนี่ก็อ้วกแล้วครับ


ผมคิดว่ามันเป็นการที่ดีที่เราจะมีอุปกรณ์ที่ช่วยเก็บข้อมูลในงานวิจัยจริงๆ แต่ปัญหาหลายๆ อย่างของงานวิจัย ไม่สามารถแก้ด้วยการพัฒนาอุปกรณ์เพียงอุปกรณ์เดียวขึ้นมาเก็บข้อมูลแบบนี้ เราคงจะต้องมีวิธีอะไรอย่างอื่นที่ทั้งเก็บข้อมูลแม่นยำ, สะดวก และที่สำคัญคือประหยัดและเอาไปใช้ในงานวิจัยจริงได้ดีกว่านี้ครับ ดังนั้น เราคงต้องดูต่อไปว่า Research Kit เป็นเครื่องมือเปลี่ยนไอโฟนเป็น Clinical Research Device ที่ใช้งานได้จริง หรือเป็นเพียงฟีเจอร์ขายของจากบริษัทเทคโนโลยีที่นักวิจัยไม่ซื้อครับ...

One response to “5 เหตุผลที่ ResearchKit ยังคงเป็นเพียงของเล่นไว้เพิ่มมูลค่าไอโฟน

  1. A rod, pin or sleeve which pushes a molding off of a core or out of a cavity of a mildew. It is connected to an ejector bar or plate which can be actuated by the ejector rod of the press or by auxiliary Active Stylus Pens hydraulic or air cylinders. DISCOLORATION– Any change from the original colour, usually brought on by overheating, light exposure irradiation or chemical assault. In radio frequency preheating, dielectric could refer particularly to the material which is being heated. DETERIORATION– A everlasting change within the bodily properties of a plastic evidenced by impairment of these properties. DEGRADATION– A deleterious change within the chemical structure of a plastic.

Leave a Reply

ช่วยแสดงความคิดเห็นด้วยครับ

Please leave a comment.

(c) Copyright 2015 Pawin Numthavaj. Powered by Blogger.