ประสบการณ์ในการใช้งาน IE 10 เป็นเบราว์เซอร์หลัก

ผมเองใช้ Mozilla Firefox มาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยมันออกรุ่น 1.0 (ถ้าเทียบกลับไปแล้วก็ตั้งแต่ปี 2004.. จนบัดนี้ผ่านไปแล้วกว่า 8 ปี) ก็ใช้งานมันได้ดีมาตลอดครับ แม้ว่าช่วงหลัง Chrome นั้นจะมาแรงแซงทางโค้งมีหลายๆ คนใช้งานมากขึ้น แต่ผมพบว่ามันมีปลั๊กอินบางอย่างที่ผมใช้ และด้วยความที่ผมยังถนัดกับการใช้ Firefox อยู่ก็เลยไม่ได้เปลี่ยนไปใช้ Chrome ครับ

อย่างไรก็ดีเมื่อใช้มานานๆ ก็เริ่มรู้สึกว่า Firefox มันเริ่มออกอาการงอแงบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดที่ช้ากว่าเจ้าอื่นอย่างเห็นได้ชัด การเปลี่ยนแท็บที่ช้าในบางครั้ง และอาการ "ค้าง" กับบางเว็บโดยเฉพาะพวกที่ใช้ Plugin Flash หรือมีอนิเมชั่นเยอะๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าเราอาจจะต้องลองใช้เจ้าอื่นดูบ้าง ผมเคยลองไปใช้ Chrome อยู่สักระยะหนึ่งแต่พบว่าจนแล้วจนรอดบางที Chrome กลับช้ากว่าเดิมเสียอีก จนได้กลับมาลองใช้เบราว์เซอร์ที่ไม่ค่อยมีคนจะใช้อย่าง IE10 นี่ละครับ

ใช่แล้วครับ มันคือ IE10 ที่มีอยู่ทุกครัวเรือน แต่ไม่มีใครเคยเปิดใช้เลย จนมีคนแซวบ่อยๆ ว่า IE นั้นใช้เฉพาะดาวน์โหลดเบราว์เซอร์อื่นมาใช้อีกที

แต่ตอนนี้หลังจากที่ใช้มาได้เกือบสัปดาห์ ผมก็เริ่มเห็นอะไรดีๆ บ้างแล้วครับ (ปกติถ้าเปลี่ยนแล้วไม่ถูกใจ วันเดียวก็เลิกใช้แล้ว)

อย่างแรกที่ประทับใจเลยคือ ความเร็วครับ ผมพบว่าการเปิดหน้าต่างใหม่, การเปิดแท็บใหม่, การย้ายหน้าต่างไปมา พบว่าทำได้เร็วเหลือเชื่อเลยครับ กับ Firefox แล้วการย้ายแท็บไปมา หรือย้ายไปหน้าต่างใหม่นั้นจะพบว่ามันทำได้ช้าเอาเสียมากๆ นอกจากนี้บางแท็บย้ายแล้วมันจะทำการ Refresh แท็บนั้นอีกซะต่างหาก ทำให้เสียเวลาโหลดหน้านั้นจากอินเทอร์เน็ตใหม่อีกครั้ง แต่กับ IE10 ผมไม่พบอาการแบบนั้นเลยครับ

สำหรับสิ่งต่อมาที่ประทับใจนั้นคือการแสดง Password ครับ! เคยสังเกตไหมครับว่าบางทีเราพิมพ์ Password แต่พบว่าเราไม่มันใจว่าที่เราพิมพ์เสร็จแล้วนั้นมันผิดหรือถูก บางทีเราก็ลบมันซะหมดแล้วพิมพ์ใหม่เลยเวลาเราไม่มั่นใจ ด้วยปุ่มใหม่ที่มีบน IE10 มันสามารถทำให้เราคลิ๊กค้างเอาไว้แล้วจะแสดงสิ่งที่เราพิมพ์ลงไปได้เลยครับ

อย่างไรก็ดีผมพบว่ามันก็ยังมีหลายอย่างที่ขัดใจอยู่บ้าง เช่น

  • เวลาแทบที่เปิดใหม่มาจากแทบเดิม จะมีการแสดงเป็นสีแท็บเพื่อให้รู้ว่ามันเป็นกลุ่มเดียวกัน ซึ่งบางทีมันก็ไม่ใช่กลุ่มเดียวกันซะเท่าไหร่หรอก เช่นเปิด Google Reader จาก GMail เป็นต้น ทำให้รำคาญตาเล็กน้อย
  • ถัดมาคือบางเว็บ (อย่าง Blognone) ผมพบว่ามันมีอาการแสดงผลผิดพลาด แต่คนอื่นไม่เป็น จริงๆ ก็เลยไม่รู้ว่ามีปัญหามาจากตรงไหน
  • มันไม่มีระบบ pin tab ให้เป็บแท็บเล็กๆ (App) บางแท็บเช่น GMail เราเปิดแค่ต้องการให้มันเปิดอยู่เท่านั้น ไม่รบกวนเกะกะสายตาเวลาเปิดแท็บมากๆ ซึ่งการ pin tab แบบนี้ทำได้ทั้ง Firefox, Chrome แล้ว
  • Extension ไม่ค่อยจะมี (นอกจาก Toolbar Toolbar และ Toolbar ที่ใช้งานจริงไม่ค่อยได้) ส่วนนี้รู้สึกว่า Firefox กินขาดมากๆ โดยเฉพาะ Extension Twitter, Facebook ฯลฯ โดยเฉพาะ Extension ที่เป็นประโยชน์กับผมอย่าง Zotero มันก็ไม่มี (แต่ช่วงหลังผมมีความจำเป็นต้องใช้ EndNote เลยไม่ได้รู้สึกอะไรมาก)
  • ระบบ Developer Tool ที่ยังล้าหลังกว่าเจ้าอื่น คือบางทีผมแค่อยากรู้ว่าเว็บใช้ฟอนต์อะไร ผมไม่สามารถจะไปดึงดูได้ง่ายๆ แบบใน Firefox ได้เลย ต้องนั่งแกะโค้ดอีก ยุ่งยากมาก
แต่สิ่งเหล่านี้ก็พอจะชดเชยได้ด้วยความเร็วจริงๆ ครับ เพราะไม่มีตอนไหนเลยที่ผมจะมาเสียเวลานั่งรอกับ IE 10 (ยกเว้นเน็ตมันช้าเอง) ยังไงเดี๋ยวคงต้องลองใช้ดูอีกสักพักหนึ่งคงพอจะบอกได้เพิ่มครับ

รีวิว Resident Evil 6

หลังจากทนกิเลสไม่ไหวบวกกันกับสอบเสร็จ ผมก็เลยไปสอย Playstation 3 มาเพื่อเล่นเกมเป็นการฉลองนิดหน่อยครับ รุ่นที่ซื้อคือรุ่นที่เพิ่งออกใหม่ปีนี้ (รุ่นนี้ไม่ดูดแผ่นแล้ว กดเพื่อเปิดแล้ววางแผ่นเกมคล้าย PS1) เท่าที่ใช้มาก็ยังไม่มีปัญหาอะไร เกมที่ผมเลือกซื้อมาเล่นเกมแรกนี้คือ Resident Evil 6 ครับ

ผมเองเป็นแฟนเกมนี้อยู่บ้าง เล่นมาตั้งแต่สมัย Biohazard (ภาคแรก) ภาคที่เล่นแล้วรู้สึกอิน ประทับใจคือภาค 3 รู้สึกว่าเนื้อเรื่องมันดี หลังจากนั้นช่วงที่เกมมันไปลง Exclusive ให้ Gamecube ก็ไม่ได้เล่นอีก ได้แต่ดูคนอื่นเล่นและอ่านรีวิว ได้เล่นอีกทีก็คือภาค 4 บน PC ก็สนุกดี ส่วนภาค 5 นี่กำลังเรียนเลยไม่ได้เล่นจริงจัง (แฟนพันธุ์ทางเอามากๆ นะนี่) และได้มาเล่นภาค 6 นี้ครับ

เกมภาค 6 ตอนนี้ออกเฉพาะบน PS3 และ XBOX 360 เท่านั้น ส่วนการพอร์ตไปลง PC ยังต้องรอปีหน้าอยู่นะครับ

ตัวเกมนั้นจะแบ่งเป็นส่วนๆ ตามเนื้อเรื่องของแต่ละคน มีสามทีม ทีมละสองคนคือ

  1. ทีมของ Leon + Helena
  2. ทีมของ Chris + Piers
  3. ทีมของ Jake + Sherry (Sherry Birkin จากภาคสองนั่นละตอนนี้โตแล้ว)
นอกจากนี้เมื่อเล่นจนจบทั้งสามทีมแล้ว ก็จะมี Campaign ของ Ada ให้เลือกเล่นเพิ่มมาอีกอัน ซึ่งเล่นคนเดียวแต่มีข่าวว่าจะเพิ่ม DLC ของคนเล่นคู่ด้วยแต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นตัวอะไร

แต่ละส่วนจะแบ่งย่อยออกเป็นอีก 5 บทครับ ความยาวแต่ละบทไม่เท่ากัน แต่โดยมากแล้วถ้าเล่นเต็มๆ ก็น่าจะประมาณ 30-45 นาทีต่อหนึ่งบท และเราสามารถกลับมาเล่นบทเดิมได้

ลักษณะการเล่นจะไม่เหมือนภาคก่อนๆ กล่าวคือเราจะเล่นเป็นคนหนึ่งในทีมสองคน (มีให้เลือกตรงต้นเกม) หากเล่นคนเดียวก็จะเป็น AI เล่นอีกคนแทน สิ่งที่เหนือไปกว่านั้นคือหากเราเล่นออนไลน์ ตัวเกมจะจับคู่ให้กับคนเล่นที่เล่นอีกคนด้วย เช่นผมเลือกเล่นเป็น Leon เกมก็จะจับคู่ให้เล่นกับ

นอกจากจะจับคู่เล่นกันสองคนแล้ว เนื้อเรื่องบางตอนยังมีตอนที่สองคู่มาเจอกัน (ส่วนมากเพื่อร่วมกันฆ่าบอสใหญ่ๆ) ก็จะเล่นร่วมกันได้ถึง 4 คนเลยครับ

นอกจากเราจะจับคู่เล่นแบบนี้แล้ว ตัวเกมยังออกแบบให้เราสามารถเลือกเล่นเป็นซอมบี้ศัตรูในเกมของคนอื่นได้อีกด้วยครับ (Agent Hunt Mode) โดยถ้าเราตายก็จะ Regen ขึ้นมาใหม่ได้ ซอมบี้จะเดินช้ากว่า และมีอาวุธที่จำกัดกว่า (เช่น กัดได้อย่างเดียว) แต่ละซอมบี้ก็จะมีอาวุธไม่เหมือนกันเป็นต้น

ส่วนที่อยากจะติของเกมนี้เล็กน้อยคือดูเหมือนว่าธรรมเนียมการเล่นแบบ Resident Evil ที่เดินในห้องเงียบๆ จู่ๆ ก็มีซอมบี้โผล่มา และมีปริศนาให้ต้องแก้ไขแบบเดิมๆ ที่แฟนๆ ชอบนั้นดูเหมือนจะมีเฉพาะในเกมของ Leon แต่เกมของ Chris กับ Jake ดูจะเน้นหนักไปทางต่อสู้ๆ มากกว่า ทำให้รู้สึกเหมือนกันกับการเล่นเกม Shooter ในธีม Resident Evil มากกว่า

นอกจากนี้แล้วการเล่นเกมบางส่วนที่เป็นแอคชั่น ที่ให้กดปุ่มตามที่ขึ้นบนจอนั้นบางครั้งก็แสนยากครับ เพราะเกมไม่ค่อยอธิบายให้ชัดว่ากดยังไง มีแต่สัญลักษณ์ที่ดูไม่ค่อยออกว่าจะให้กดปุ่มอะไรตอนไหน บางจุดผมเล่นแล้วตายเป็นสิบๆ รอบก็มี

แต่จุดเด่นของเกมนี้น่าจะอยู่ในโหมดออนไลน์ ซึ่งเท่าที่ได้เล่นมานั้นสนุกดีครับ ถึงแม้เราจะต้องไปเล่นกับคนที่เราไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ก็ไม่ยากและมีให้ลุ้นตลอดครับ

Thailand is aging ประเทศไทยกำลังแก่ลง

สืบเนื่องจากเมื่อวานได้มีโอกาสไปนั่งฟังเลคเชอร์จากศ.ปราโมทย์ ประสาทกุลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ในงาน MU Research Expo 2012 เลยได้ข้อน่ารู้ของประชากรไทยอีกหลายอย่างซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ในการวิจัย หรือวางแผนขององค์กรต่างๆ เลยนำมาเผยแพร่กันครับ

  • ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนสัดส่วนของอายุประชากร เนื่องจากการแพทย์และสาธารณสุขนั้นดีขึ้น ทำให้อัตราการเกิด และอัตราการตายลดลงเป็นอย่างมาก
  • อัตราการตายนั้นลดเร็วกว่าอัตราการเกิดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงปี 1960s, 1970s
  • ส่งผลให้เกิดปรากฏการ Population Explosion นั่นคือ ประชากรขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก มากกว่า 3% ต่อปี
  • ในสมัยจอมพลถนอม จึงได้มีนโยบายควบคุมประชากร นั่นคือ ให้การวางแผนครอบครัว
  • ยิ่งทำให้มีประชากรในกลุ่มเด็กน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ และในปัจจุบันผู้หญิงที่ไม่แต่งงานก็มีมากขึ้น, แต่งงานแล้วก็ไม่นิยมมีลูกมาก, อัตราการเป็นหมันทั้งชายหญิงมากขึ้น
  • สิ่งเหล่านี้ทำให้พีระมิดประชากรเปลี่ยนแปลงไป กลุ่มประชากรเด็ก เริ่มมีน้อยกว่ากลุ่มคนทำงาน (14-65 ปี) และในช่วง 30 ปีข้างหน้ากลุ่มนี้จะเริ่มแก่
  • ประชากรของไทยจะมีมากที่สุดคือ 66.4 ล้านคนในปี 2026 หลังจากนั้นจะเริ่มลดแล้ว
  • ถึงประชากรจะลด แต่อัตราส่วนของคนสูงอายุ (>65) จะมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 7% เป็น 14% เท่ากับกลุ่มเด็ก (<15) ในปี 2021 และจะแซงหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ ภาวะที่ท่ากันเรียกว่า Complete Aged Society และภาวะที่มากกว่านี้เรียก Super Aged Society
  • เทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ตอนนี้ประเทศไทยมีคนอายุ >65 ครองแชมป์ร่วมกับสิงคโปร์ ประมาณ 10%
  • แต่ก็ยังสู้ญี่ปุ่นไม่ได้ เพราะญี่ปุ่นมีคนแก่ถึงเกือบ 25% ซึ่งมากที่สุดในโลก (US ประมาณ 15%, UK sweden ประมาณ 20%)
  • นอกจากนี้อายุที่มากขึ้นเรื่อยๆ จะมีอัตราส่วนของผู้หญิงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ในกลุ่มอายุ 90+ ผู้ชาย 1 คน ต่อผู้หญิง 2 คน และจะเพิ่มขึ้นอีก

จริงๆ มีกราฟที่น่าสนใจอีกหลายอัน ลองดู Handout ของเลคเชอร์นี้ได้ครับ

Dollar Shave Club

เคยคิดไหมครับว่าทำไมมีดโกนหนวดถึงได้ราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ

มีคนเคยกล่าวว่า ผู้ชายส่วนใหญ่จะซื้อมีดโกนหนวดที่ราคาแพง มากกว่าที่จะซื้ออันที่ราคาถูก เนื่องจากกลยุทธทางการตลาดจาก ยี่ห้อ และโฆษณา ที่ชี้ให้เห็นว่ามีดโกนหนวดราคาแพงนั้นจะมีคุณภาพที่ดีกว่า โกนได้เกลี้ยงเกลาหมดจดมากกว่า และมีแถบเพิ่มความชุ่มชื้นกับผิว ฯลฯ นอกจากนี้จะสังเกตได้ว่า สิ่งที่บริษัทเหล่านี้มักจะใช้บ่อยๆ คือลดราคามีดที่แถมมากับด้ามไม่ถึงหนึ่งร้อยบาท เพื่อจูงใจให้คนซื้อมาใช้ แล้วไปเสียเงินกับใบมีดเติมที่ราคาหลายร้อยแทน (ลองไปดูกันได้ แถวละ 300-400 บาท!)

นอกจากนี้แล้วถ้าเราซื้อยี่ห้อที่ไม่ค่อยดัง ก็ต้องไปตามหาที่ใส่กันให้วุ่น เพราะส่วนใหญ่ใบมีดกับด้ามจะเข้าล็อกกันเฉพาะยี่ห้อเท่านั้น ยิ่งลำบากในการซื้อเข้าไปใหญ่

ก็เลยเป็นที่มาของ Dollar Shave Club (ซึ่งตอนนี้มีอยู่เฉพาะในอเมริกา) โดยผู้ก่อตั้งคือนาย Michael Dubin ซึ่งเป็นนักการตลาดคนนึงได้เกิดไอเดียในการ "สมัครสมาชิก" การใช้มีดโกนเอาซะเลย

เขาทำโฆษณาเพื่อขายไอเดียนี้ใน YouTube และผลตอบรับดีเกินคาด! ภายในสองสามวันวิดีโอนี้ก็มีผู้ชมไปกว่าสองล้านคน (ตอนนี้ผ่านไปเดือนนึงแล้วเป็นสี่ล้านคน) ลองชมกันดู



วิธีการของ Dollar Shave Club คือคุณสามารถสมัครสมาชิกการใช้มีดโกนได้ โดยขั้นต่ำคือ $1 ต่อเดือน จะได้รับมีดโกนแบบสองใบ นอกจากนี้ยังมี "แพคเกจ" ให้เลือกอีกสองอย่างคือ $6 สำหรับมีดโกนแบบสี่ใบ และ $9 สำหรับมีดโกนแบบหกใบ (คิดเป็นเงินไทยก็ราว 30, 185 และ 280 บาทตามลำดับ) จะเห็นว่าประหยัดไปได้กว่าครึ่ง! มีดโกนจะถูกส่งทางไปรษณีย์ โดยแพคเกจถูกสุดจะต้องเสียค่าส่งอีก $2 ส่วนแพคเกจอื่นจะไม่เสียเงินค่าส่ง

รีวิวของ Business Insider ที่ได้รับมีดโกนรุ่นกลางมาแล้วให้ข้อสรุปว่า มันทำงานได้จริงสมดังโฆษณา และแนะนำให้ใช้แพคเกจกลางเพื่อไม่ต้องเสียเงินค่าส่งอีก

ใครสนใจโมเดลธุรกิจแบบนี้ มีสัมภาษณ์ให้อ่านต่อที่ Business Insider และสกู๊ปพิเศษโดย The Wall Street Journal ครับ

Profile

My photo

An Ear, Nose, and Throat (ENT) surgeon, an epidemiologist in studying, and a guy who loves technology.
(c) Copyright 2015 Pawin Numthavaj. Powered by Blogger.