เกม 2048

เมื่อวันก่อนผมอ่านผ่านๆ มีคนแนะนำเกม 2048 ครับ พอดีเมื่อวานกลางคืนได้ลองเล่นดู ปรากฎว่าติดเลย และดูน่าสนใจในแง่ของคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ เลยว่าจะเขียนบล็อกถึงครับ

เกม 2048 นี้สามารถเข้าเล่นได้จากต้นฉบับที่ Github เกมนี้คนเขียนคือ Gabriele Cirulli ซึ่งเป็น Web designer ที่อายุแค่ 20 ปีครับ เขาได้ไอเดียมาจากเกม Threes อีกทีนึงครับ ใครใช้ iOS ก็มีแอพให้โหลดใน App Store ด้วยส่วน Android ก็มีใน Google Play เหมือนกัน (แต่ทั้งสองอันนี้ไม่ใช่ คนเขียนคนเดียวกับบนเว็บนะครับ แต่เป็นแบบเดียวกันเลย)



ประสบการณ์เรียนคอร์สออนไลน์บน Coursera

ปกติผมเป็นคนชอบหาเรื่องเรียนอะไรใหม่ๆ ครับ

แต่หลังๆ พอมาเป็นคนสอนเองแล้ว ก็กลายเป็นว่าไม่ค่อยมีเวลาจะไปลงเรียนคอร์สอะไรเท่าไหร่ ประกอบกับงานอื่นๆ ทั้งงานตรวจ งานวิจัย ก็แทบจะไม่เหลือเวลาทำอะไรเสียเท่าไหร่ แต่ก็ยังพยายามหาเวลามาเรียนอะไรใหม่ๆ อยู่บ้าง และผมก็ได้มาเจอกับ Coursera ครับ

Coursera เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมคอร์สออนไลน์ ซึ่งมีมหาวิทยาลัยดังๆ หลายแห่งมาร่วมเปิดคอร์สออนไลน์กับที่นี่ คอร์สส่วนใหญ่เป็นคอร์สระยะสั้นๆ หนึ่งถึงสามเดือน และมักจะเรียนทีละสัปดาห์ เพื่อให้เราหาเวลาว่างในสัปดาห์นั้นๆ มาฟังเลคเชอร์ และทำแบบทดสอบ

จริงๆ ผมเคยลงคอร์สออนไลน์แบบนี้มาแล้ว แต่ช่วงนั้นคอร์สไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ เลยเรียนไม่สำเร็จครับ มาเปิดดูได้สองสามครั้งก็เลิก

แต่ครั้งล่าสุด ผมได้เจอคอร์สที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่ ก็เลยลองลง และตั้งใจเรียนดูครับ คอร์สนี้คือคอร์ส Computing for Data Analysis ซึ่งเป็นคอร์สสอนเขียนโปรแกรม โดยใช้โปรแกรม R ซึ่งผมเคยเรียนมาบ้างแล้ว (ตอนนั้นที่เคยเรียนก็หลายปีมาแล้วล่ะ เรียนแบบวิเคราะห์ข้อมูล แล้วก็ไม่ได้ใช้เลย) คอร์สนี้จัดโดย John Hopkins University ครับ (มหาวิทยาลัยชื่อดังเลยทีเดียวนะเนี่ย)

คอร์สที่เรียนผ่านไปนี้ค่อนข้างยากเลยทีเดียวล่ะครับ เพราะเน้นไปทางด้าน Programming มากกว่าจะเป็นทางด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ต้องกลับมาทบทวนเรื่อง Programming ที่หลังๆ ผมก็ไม่ค่อยได้จับซะเท่าไหร่ (หลังๆ เน้นไปทางวิเคราะห์ข้อมูลละมากกว่า) แต่พอผ่านไปได้ก็สนุกดีครับ

แต่ละสัปดาห์ จะมีวิดีโอสอน ซึ่งทำเป็นตอนๆ ไว้ประมาณ 4-5 ตอนครับ ตอนนึงก็ประมาณ 10 - 15 นาที ทำให้เราสามารถดูเป็นพักๆ ได้ครับ (แต่ถ้าดูต่อเนื่องกันจะ Get Idea มากกว่า) แล้วก็จะมี Quiz หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ โดยเป็นคำถามเกี่ยวกับเลคเชอร์นั่นแหละครับ จำนวนประมาณ 10 ข้อ ส่วนคำตอบก็เป็น multiple choices ไม่ยากเท่าไหร่ครับ แล้วก็สามารถทำซ้ำได้สามครั้ง แต่คำถามจะเป็นสุ่มขึ้นมา เราอาจได้คำถามไม่เหมือนกันถ้าเราทำซ้ำครับ (ผมได้ 9-10 คะแนนเต็ม 10)

ความยากของคอร์สนี้ที่ทำให้ท้อนิดๆ คือโปรแกรมมิ่งครับ จะมีโจทย์มาให้ แล้วก็มีข้อมูล มาให้เขียนโปรแกรม (เขียนฟังก์ชั่นใน R) เพื่อดำเนินการอย่างที่โจทย์สั่ง และเอาผลลัพธ์ส่งกลับโดยมีโปรแกรมตรวจสอบโปรแกรมที่เราเขียนอีกทีหนึ่งครับ และจะคิดคะแนนขึ้นไปบนเว็บ Coursera เลย

ตอนเริ่มเจอคอร์สนี้ก็ผ่านไปแล้ว 1 สัปดาห์ครับ ทำให้ผมส่งการบ้านไม่ทันไปครั้งหนึ่ง หายไป 10 คะแนนจาก 100 คะแนน โดยถ้าจะได้ประกาศนียบัตรจากคอร์สจะต้องได้มากกว่า 70 คะแนนขึ้นไปครับ พอมาเจอกับการต้องเขียนโปรแกรมด้วยแล้ว ทำให้หวั่นๆ เหมือนกันครับว่าจะเรียนไม่ผ่าน ซึ่งก็ไม่แปลกครับเพราะมีคนถอดใจไปโพสต์ไว้ในฟอรั่มของคอร์สหลายคนเลยครับ

แต่ยังไงผมก็ทนจนเรียนจบมาได้ครับ (จบได้ที่ 88 คะแนนเพราะทำ Quiz ผิดไปสองข้อ กับส่งงานไม่ทันเพราะเริ่มช้าไปอีก 10 คะแนน) เรียกว่าเป็นคอร์สแรกที่ผมเรียนแบบออนไลน์จบเลยทีเดียว ตอนนี้เลยพยายามมาเรียนแบบออนไลน์คอร์สอื่นๆ ดูบ้างครับ และก็ได้ลองสมัครแบบเสียเงิน (จะได้ใบประกาศที่น่าเชื่อถือกว่า) มาด้วยครับ (ผมลงเรียนวิชา Clinical Trials ซึ่งเกี่ยวกับระบาดวิทยา)



ใครยังไม่เคยลองลงเรียน ลองเลือกวิชาที่สนใจและเรียนดูครับ มันก็ได้ความรู้ไปอีกแบบครับ แต่ผมว่าเรียนอย่าโลภมาก เลือกซักคอร์สน่าจะดีกว่าลงหลายๆ ตัวแล้วไม่มีเวลาเรียนครับ


ประสบการณ์ในการใช้งาน IE 10 เป็นเบราว์เซอร์หลัก

ผมเองใช้ Mozilla Firefox มาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยมันออกรุ่น 1.0 (ถ้าเทียบกลับไปแล้วก็ตั้งแต่ปี 2004.. จนบัดนี้ผ่านไปแล้วกว่า 8 ปี) ก็ใช้งานมันได้ดีมาตลอดครับ แม้ว่าช่วงหลัง Chrome นั้นจะมาแรงแซงทางโค้งมีหลายๆ คนใช้งานมากขึ้น แต่ผมพบว่ามันมีปลั๊กอินบางอย่างที่ผมใช้ และด้วยความที่ผมยังถนัดกับการใช้ Firefox อยู่ก็เลยไม่ได้เปลี่ยนไปใช้ Chrome ครับ

อย่างไรก็ดีเมื่อใช้มานานๆ ก็เริ่มรู้สึกว่า Firefox มันเริ่มออกอาการงอแงบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดที่ช้ากว่าเจ้าอื่นอย่างเห็นได้ชัด การเปลี่ยนแท็บที่ช้าในบางครั้ง และอาการ "ค้าง" กับบางเว็บโดยเฉพาะพวกที่ใช้ Plugin Flash หรือมีอนิเมชั่นเยอะๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าเราอาจจะต้องลองใช้เจ้าอื่นดูบ้าง ผมเคยลองไปใช้ Chrome อยู่สักระยะหนึ่งแต่พบว่าจนแล้วจนรอดบางที Chrome กลับช้ากว่าเดิมเสียอีก จนได้กลับมาลองใช้เบราว์เซอร์ที่ไม่ค่อยมีคนจะใช้อย่าง IE10 นี่ละครับ

ใช่แล้วครับ มันคือ IE10 ที่มีอยู่ทุกครัวเรือน แต่ไม่มีใครเคยเปิดใช้เลย จนมีคนแซวบ่อยๆ ว่า IE นั้นใช้เฉพาะดาวน์โหลดเบราว์เซอร์อื่นมาใช้อีกที

แต่ตอนนี้หลังจากที่ใช้มาได้เกือบสัปดาห์ ผมก็เริ่มเห็นอะไรดีๆ บ้างแล้วครับ (ปกติถ้าเปลี่ยนแล้วไม่ถูกใจ วันเดียวก็เลิกใช้แล้ว)

อย่างแรกที่ประทับใจเลยคือ ความเร็วครับ ผมพบว่าการเปิดหน้าต่างใหม่, การเปิดแท็บใหม่, การย้ายหน้าต่างไปมา พบว่าทำได้เร็วเหลือเชื่อเลยครับ กับ Firefox แล้วการย้ายแท็บไปมา หรือย้ายไปหน้าต่างใหม่นั้นจะพบว่ามันทำได้ช้าเอาเสียมากๆ นอกจากนี้บางแท็บย้ายแล้วมันจะทำการ Refresh แท็บนั้นอีกซะต่างหาก ทำให้เสียเวลาโหลดหน้านั้นจากอินเทอร์เน็ตใหม่อีกครั้ง แต่กับ IE10 ผมไม่พบอาการแบบนั้นเลยครับ

สำหรับสิ่งต่อมาที่ประทับใจนั้นคือการแสดง Password ครับ! เคยสังเกตไหมครับว่าบางทีเราพิมพ์ Password แต่พบว่าเราไม่มันใจว่าที่เราพิมพ์เสร็จแล้วนั้นมันผิดหรือถูก บางทีเราก็ลบมันซะหมดแล้วพิมพ์ใหม่เลยเวลาเราไม่มั่นใจ ด้วยปุ่มใหม่ที่มีบน IE10 มันสามารถทำให้เราคลิ๊กค้างเอาไว้แล้วจะแสดงสิ่งที่เราพิมพ์ลงไปได้เลยครับ

อย่างไรก็ดีผมพบว่ามันก็ยังมีหลายอย่างที่ขัดใจอยู่บ้าง เช่น

  • เวลาแทบที่เปิดใหม่มาจากแทบเดิม จะมีการแสดงเป็นสีแท็บเพื่อให้รู้ว่ามันเป็นกลุ่มเดียวกัน ซึ่งบางทีมันก็ไม่ใช่กลุ่มเดียวกันซะเท่าไหร่หรอก เช่นเปิด Google Reader จาก GMail เป็นต้น ทำให้รำคาญตาเล็กน้อย
  • ถัดมาคือบางเว็บ (อย่าง Blognone) ผมพบว่ามันมีอาการแสดงผลผิดพลาด แต่คนอื่นไม่เป็น จริงๆ ก็เลยไม่รู้ว่ามีปัญหามาจากตรงไหน
  • มันไม่มีระบบ pin tab ให้เป็บแท็บเล็กๆ (App) บางแท็บเช่น GMail เราเปิดแค่ต้องการให้มันเปิดอยู่เท่านั้น ไม่รบกวนเกะกะสายตาเวลาเปิดแท็บมากๆ ซึ่งการ pin tab แบบนี้ทำได้ทั้ง Firefox, Chrome แล้ว
  • Extension ไม่ค่อยจะมี (นอกจาก Toolbar Toolbar และ Toolbar ที่ใช้งานจริงไม่ค่อยได้) ส่วนนี้รู้สึกว่า Firefox กินขาดมากๆ โดยเฉพาะ Extension Twitter, Facebook ฯลฯ โดยเฉพาะ Extension ที่เป็นประโยชน์กับผมอย่าง Zotero มันก็ไม่มี (แต่ช่วงหลังผมมีความจำเป็นต้องใช้ EndNote เลยไม่ได้รู้สึกอะไรมาก)
  • ระบบ Developer Tool ที่ยังล้าหลังกว่าเจ้าอื่น คือบางทีผมแค่อยากรู้ว่าเว็บใช้ฟอนต์อะไร ผมไม่สามารถจะไปดึงดูได้ง่ายๆ แบบใน Firefox ได้เลย ต้องนั่งแกะโค้ดอีก ยุ่งยากมาก
แต่สิ่งเหล่านี้ก็พอจะชดเชยได้ด้วยความเร็วจริงๆ ครับ เพราะไม่มีตอนไหนเลยที่ผมจะมาเสียเวลานั่งรอกับ IE 10 (ยกเว้นเน็ตมันช้าเอง) ยังไงเดี๋ยวคงต้องลองใช้ดูอีกสักพักหนึ่งคงพอจะบอกได้เพิ่มครับ

Thinkpad X220

เมื่อเดือน ตค. ที่ผ่านมา หลังจากที่ใช้มาเป็นเวลาเกือบสามปี โน้ตบุ๊คเครื่องเก่าของผม Dell E6400 ก็เริ่มแสดงท่าทีที่จะอืดขึ้นมา ผมจึงได้เปลี่ยนโน้ตบุ๊คใหม่ครับ


ตอนแรกก็ตัดสินใจอยู่พักหนึ่งว่าจะซื้อใหม่เป็นมือสองหรือมือหนึ่งดี ซื้อ Macbook Air ดีไหม หรือจะยังอยู่กับ Dell เนื่องจากมีที่ชาร์จอยู่แล้วสองตัว ผมก็ลองหาข้อมูลหลายๆ อย่างประกอบ และก็ได้มาเจอกับ Thinkpad X220

โน้ตบุ๊คสายพันธุ์จีน (Lenovo เป็นบริษัทจีน ซื้อสายการผลิต Thinkpad ไปจาก IBM) ไลน์การผลิตนี้ถือได้ว่าเป็นโน้ตบุ๊คที่เกิดมาเพื่อธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้จากการที่มีระบบป้องกันความปลอดภัยต่างๆ เช่น สแกนลายนิ้วมือ ระบบตัดการทำงานของฮาร์ดดิสก์เมื่อตกจากที่สูง นอกจากนี้ยังมีช่องต่อ Expansion Base เพื่อเพิ่มช่องต่ออื่นๆ อีกด้วย

ผมเลือกที่จะซื้อ Thinkpad X220 เนื่องมาจากราคาค่าตัวที่ไม่แพงจนเกินไป (ซื้อมา 35,000 บาท) ขนาดที่เล็กลง (12" เทียบกับโน้ตบุ๊ค Dell ตัวเดิม 13") สเปคที่พอรับได้อย่าง Core i5 2410M, RAM 8G ไม่ต้องเพิ่มอีก, HDD 320 (ซึ่งน้อยไปนิด), การ์ดจอ On Board และจอขนาด 12.1" ครับ

หลังจากที่ได้เปิดมาใช้เดือนกว่าเกือบสองเดือน ผมก็พอจะได้ข้อสรุปคร่าวๆ ดังนี้ครับ
  • สิ่งที่ประทับใจ
    • คีย์บอร์ด พิมแล้วสบายมือมาก ปุ่มจัดอย่างลงตัว และพิมพ์ถนัด ปุ่ม ESC, DEL ขนาดใหญ่กดถนัดดี ติดแต่ว่าปกติผมต่อออกจอภายนอก ทำให้ต้องใช้เม้าส์และคีย์บอร์ด USB อยู่แล้ว
    • การ์ดจอ On Board ดีกว่าที่คิด พอจะเล่นเกมไปวัดไปวาได้ อย่าง StarCraft 2 หรือแม้แต่เกม Action/Adventure 3D อย่าง Bioshock หรือเกมใหม่ๆ อย่าง Elder Scrolls: Skyrim ก็พอจะเล่นได้ในโหมดความละเอียดต่ำและปรับเป็น Low Settings
    • มี Air Card ในตัวเลย ไม่ต้องหามาเพิ่ม
  • สิ่งที่ยังไม่ค่อยพอใจ
    • มันก็ยังหนาอยู่ดี เมื่อเทียบกับ Macbook Air, ยังใส่กระเป๋าเล็กๆ แล้วคับอยู่
    • ดูถึกๆ อยู่ดี มีคนทักว่า นี่เปลี่ยนโน้ตบุ๊คใหม่แล้วเหรอ (หน้าตามันยังดำๆ เหมือน E6400 อยู่)
    • พอร์ต USB ถ้าได้ 4 อันน่าจะดี (ที่ให้มานี่แค่ 3 อัน)
    • อยากใส่ HDD เพิ่มมากกว่านี้ แต่ HDD ที่ใช้เป็นรุ่นบาง ไม่มีขายตามร้านทั่วไป ทำให้ต้องแบก Ext HDD ไปๆ มาๆ อีกตัว
    • ทัชแพด เล็กไปนิดนึงจริงๆ (แต่ก็นั่นละ ผมไม่ค่อยได้ใช้หรอกครับ)
สรุปว่า พึงพอใจในระดับหนึ่งเลยทีเดียวครับ

รีวิว Microsoft PhotoSynth for iOS

เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ได้ทำการเปิดตัวโปรแกรม PhotoSynth ครับ

โปรแกรมนี้เป็นผลงานจาก Microsoft Labs จุดมุ่งหมายนั้นมีเพื่อให้เราสามารถ่ายภาพแบบพาโนรามาได้โดยง่ายๆ หลายๆ คนคงอาจจะเคยใช้งาน Google Street View ที่เราสามารถดูภาพรอบตัวเรา เสมือนเราลงไปอยู่ในที่นั้นๆ ได้ (ของ Google Street View นั้นยังไม่มีประเทศไทย มีแต่ใกล้สุดคือสิงคโปร์ แต่ก็มี MapJack ที่ทำคล้ายๆ กันที่มีของประเทศไทยแล้ว)

โปรแกรมนี้ติดตั้งไม่ยาก เพียงแค่ลงจาก App Store เท่านั้นเองครับ เมื่อลงใน iPhone แล้วก็จะเป็นไอคอนแบบนี้




Portal 2

เพิ่งเล่นเกม Portal 2 จบครับ เล่นรวดทีเดียวสองวันเลย นับว่าสนุกครับ

สำหรับใครที่ไม่เคยเล่นเกม Portal มาก่อน เกมนี้เป็นเกม Puzzle ในมุมมองแบบ First-Person Shooter คล้ายกับ Half life/Counter Strike ครับ (ผู้ผลิตเจ้าเดียวกันคือ Valve) โดยตัวเกมนั้นเราจะเล่นเป็น Chell สาวสวยผู้ถือปืน Portal Gun โดยตัวปืนนี้ไม่ได้ยิงออกมาเป็นกระสุน แต่ว่าจะยิงเพื่อสร้างช่องระหว่างมิติสีฟ้า และสีส้ม โดยช่อง Portal นี้จะเชื่อมถึงกัน นั่นคือถ้าเราเดินเข้าไปทางช่องสีฟ้า จะไปทะลุออกที่ช่องสีส้มครับ

เป้าหมายของเกมในแต่ละด่าน ก็คือหาทางจากจุดเริ่มต้น ไปยังทางออกของแต่ละด่าน โดยทั่วไปแล้วทางออกจะอยู่ตรงบริเวณที่เดินดุ่มๆ เข้าไปไม่ได้ ต้องอาศัยการใช้ Portal สร้างทางออก นอกจากนี้ยังอาจต้องอาศัยการกดสวิชต์ หรือการใช้อุปกรณ์บางอย่างช่วยให้ไปถึงทางออกได้ครับ

ข้อเด่นของเกมนี้คือมีการใช้ระบบฟิสิกส์ค่อนข้างเยอะตามแนวโน้มของเกมสมัยใหม่ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อกระโดดลงสู่ Portal ด้วยความเร็วหนึ่งๆ ก็จะไปโผล่อีกที่ด้วยความเร็วเท่ากัน ทำให้สามารถกระโดดข้ามที่สูงๆ ที่กระโดดธรรมดาไม่ถึง

นอกจากนี้แล้วในเกมภาค 2 นี้ยังมีชนิดของพื้นผิวที่จะสร้างความแตกต่างกันออกไป เช่น พื้นผิวที่ถูกทาด้วยสีส้มจะทำให้วิ่งเร็วขึ้น พื้นผิวสีฟ้าทำให้กระโดดได้สูงขึ้นเป็นต้นครับ



ตัวเกมภาคนี้เล่นยากขึ้นกว่าภาคแรกเล็กน้อย เนื่องจากบางฉากนั้นจะใหญ่ขึ้นมากๆ ทำให้เราต้องเดินสำรวจฉากก่อนที่จะมานั่งคิดว่าจะกระโดดอะไร ผ่าน Portal อะไรตรงไหนทีหลัง และการที่ฉากใหญ่ขึ้นยังทำให้เราสับสนได้ในบางครั้งด้วย (บางทียังหาทางออกไม่ค่อยเจอเลยก็มี) แต่เมื่อเล่นไปสักพักก็จะพอรู้ว่าตรงไหนควรทำอย่างไรครับ

นอกจากเกมที่เล่นเป็นฉากๆ มีจุดเริ่มต้น ค้นหาทางไปยังทางออกดังภาคที่ผ่านๆ มาแล้ว ในภาคนี้ยังมีบางส่วนของเกมเป็นคล้ายลักษณะเกม Action คือเราโดนไล่ล่า ต้องหาทางหนีด้วยระยะเวลาอันจำกัดอีกด้วยครับ

สรุปว่าเกมนี้น่าสนใจ สมกับที่ได้รับคำนิยมจากหลายๆ สื่อครับ

Braid: มากกว่าเกมธรรมดา

จริงๆ ผมซื้อเกม Braid มาจาก Steam ได้สักพักแล้วแต่ยังไม่ค่อยได้เล่น เนื่องจากไม่ค่อยมีเวลา พอดีช่วงหยุดสงกรานต์ว่างขึ้นหน่อยจึงลองหยิบมาเล่นดูครับ

ตัวเกมอาจจะดูไม่มีอะไรใหม่ หลายคนเมื่อเปิดดูเลเวลแรกแล้วอาจจะรู้สึกว่ามันก็เกมมาริโอ้นี่หว่า.. ใช่ครับ เราเล่นเป็นตัวเอกที่วิ่งจากด้านซ้ายไปด้านขวา, กระโดดเหยียบศัตรู, ปีนขึ้นๆ ลงๆ บันได, พยายามหลบลูกกระสุนปืน, ตอนท้ายเลเวลจะมีบอสตัวใหญ่ๆ อยู่ในห้องให้ฆ่า และแน่นอนว่าเรากำลังตามหาเจ้าหญิงอยู่ แต่สิ่งที่เหนือไปกว่ามาริโอ้นั่นคือ เกมนี้มี "เวลา" เป็นธีมของเกมครับ

นั่นหมายความว่าเราสามารถที่จะย้อนเวลากลับไปเมื่อเรากระโดดผิด, เหยียบพลาด หรือสับสวิตช์บางอย่างผิดได้ครับ โดยการย้อนเวลานี้สามารถทำได้เรื่อยๆ จนถึงต้นเลเวลเลยทีเดียว และนอกจากที่จะย้อนเวลาแล้ว ในเลเวลถัดๆ มา นั้นจะมีการเล่นกับเวลาอีกหลายแบบด้วยกัน แม้แต่ Alternate Universe หรือตัวละครที่เกิดขึ้นในอีกมิติหนึ่งก็ได้ด้วย (เกมแบบแพลตฟอร์มที่มีการเล่นกับเวลาคล้ายๆ กันนี้ก็เช่นเกม Prince of Persia ในชุด Sands Of Time ที่ย้อนเวลาและทำให้เวลาช้าลงได้ ซึ่งกำลังจะมีภาพยนตร์ในเร็วๆ นี้ และเกม Misadventure of PB Winterbottom ที่ยังไม่ออก ส่วนเกมอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเวลานั้นลองดูรายชื่อได้ที่ Moby Games)

แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเกมนี้เจ๋งนั้นมันไม่ได้หยุดแต่เพียงแค่นี้ครับ Braid ยังบอกเล่าถึงเรื่องราวที่ตอนจบนั้นยากที่จะคาดถึง และยังมี "ความลับ" ที่ถูกซ่อนไว้อยู่ในตัวเกมอีกมากมาย (นึกสภาพตอนเล่นมาริโอ้แล้วหาทางลับนั่นแหละอารมณ์เดียวกัน) นอกจากที่เกมจะเล่าเรื่องราวของตัวเอกแล้วมันก็ยังแฝงไว้ด้วยความหมายที่เป็นนัยมากกว่านั้นอีก (อันนี้ถ้าอยากรู้จริงๆ ลองหาในเน็ตก็ได้มีคำอธิบายและถกเถียงอยู่พอควร) บางคนนั้นได้ให้ความเห็นว่าเกมนี้ก้าวผ่านความเป็นเกม ไปสู่การเล่าเรื่อง ซึ่งแม้แต่หนังส่วนใหญ่ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าเสียด้วยซ้ำ!

กราฟฟิคที่เกมใช้นั้นถือว่าสวยงาม และไม่ได้กินเครื่องเลยครับ (ผมเล่นกับโน้ตบุ๊คการ์ดจอออนบอร์ดสบายๆ) นอกจากนี้เพลงประกอบถึงแม้ว่าผู้สร้างเกมนั้นจะประหยัดงบด้วยการเลือกใช้เพลงที่มีอยู่ในท้องตลาด แต่เมื่อประกอบกับตัวเกมและวิธีการเล่นเกมแล้วก็ทำให้รู้สึกดีทีเดียว เช่นเวลาเราย้อนเวลานั้นเพลงก็จะเล่นย้อนกลับด้วย ใครอยากฟังเพลงประกอบเต็มๆ ก็สามารถฟังได้จาก Magnatune ซึ่งเป็นเว็บที่จำหน่ายเพลงครับ

สำหรับค่าตัวที่ประมาณ 10 ดอลลาร์สหรัฐ ผมว่าคุ้มมากครับ (แต่ผมซื้อมาตอนมันลดเหลือ 5 ดอลลาร์ ยิ่งคุ้มเข้าไปใหญ่!) ใครอยากลองก่อนเสียเงินก็ลองโหลด Demo มาดูได้ครับ (แต่ระวังอย่างหนึ่งคือ เล่นแล้วอาจจะอินมากจนนึกว่าย้อนเวลากลับไปตอนยังไม่เริ่มเล่นได้นะครับ อิอิ)

วันๆ นึงเม้าส์คุณอยู่ตรงไหนของจอกันบ้าง

พอดี เห็นเว็บ Flowing Data เขาลองเล่นกับโปรแกรมที่จะจับการเคลื่อนไหวของ Mouse Pointer มาบันทึกเป็นรูปให้ดูอย่างง่ายๆ โดยแสดงเป็นเส้นลากไปลากมา และแสดงจุดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราแช่เม้าส์ไว้อยู่ตรงนั้น ก็เลยเอามาลองเล่นดูบ้างกับตอนผมเล่นเว็บ, ทำงานทั่วๆ ไปได้ผลแบบนี้ครับ



พอว่าส่วนใหญ่จะไปกระจุกตัวกันอยู่ด้านบน น่าจะเป็นจากการปิดแท็บของ Firefox, การคลิ๊กเพื่อพิมพ์ URL ใน Awesome Bar, ด้านซ้ายบนเป็นตำแหน่งของ Back พอดี แต่จริงๆ ผมก็ไม่ได้กดซะบ่อยนัก และจุดใหญ่ที่สุดอยู่ด้านขวา (สงสัยเพราะถนัดขวาหรือเปล่า ไม่ก็เป็นเพราะพื้นที่ว่างๆ บนเว็บเพจมันมักจะอยู่ขวาก็เลยเอาเม้าส์ไปวางไม่ให้เกะกะตัวอักษรมั้ง)

ไปงาน Windows 7 Blogger Day

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจาก @markpeak ให้ไปฟังงานมีตติ้งของไมโครซอฟท์กับ Blogger ที่เกี่ยวกับวินโดวส์ตัวใหม่ (Windows 7) โดยทางไมโครซอฟท์ได้ให้ชื่อว่า Windows 7 Blogger Day ครับ

จริงๆ แล้วบริษัทไอทียุคใหม่ในช่วงหลังๆ นั้นมีแนวโน้มที่จะเจาะตลาดกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก อย่างคราวที่แล้วก็เคยไปงาน Intel Blogger Day มาเหมือนกัน (อืม ชื่อเหมือนกันเลยแฮะ) โดยตอนนั้นเป็นกลุ่มเล็กๆ ดูเทคโนโลยีโปรเซสเซอร์ของอินเทลที่ใช้ในเครื่องต่างๆ และโน้ตบุ๊ค แต่คราวนี้มาเป็นซอฟท์แวร์ของไมโครซอฟท์ครับ

งานจัดขึ้นที่สำนักงานไมโครซอฟท์ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน ก็เลยตอบตกลง @markpeak ไป จากบ้านผมไปก็แค่ 20 นาทีเอง (ใกล้กว่าบ้านไปรพ.รามา ที่ทำงานซะอีก -_-" อยากมีที่ทำงานใกล้ๆ บ้านบ้างแฮะ) รถไม่ติดครับ



สิ่งที่พูดถึงในงานนั้นเป็นความสามารถใหม่ๆ ของวินโดวส์ 7 ไม่ว่าจะเป็น Virtual PC, PowerShell, GUI ใหม่ ของวินโดวส์ นอกจากนี้แล้วทางไมโครซอฟท์ก็ยังโชว์เทคโนโลยี Touch ที่มีใหม่ใน Windows 7 ด้วย (ผมไปลองมาแล้วแหละ พบว่าจอมันก็ไม่ได้ตอบสนองอะไรดีซักเท่าไหร่ อารมณ์เดียวกับเกมจิ้มจอที่มีอยู่ดาษดื่นตามห้างซะมากกว่า.. ไม่ให้ความรู้สึก touch ซะเท่าไหร่เลย หรือเป็นเพราะเครื่องที่เอามาแสดงมันช้าหรือเปล่าก็ไม่รู้) นอกจากนี้ที่ผมสังเกตเห็นคือบล็อกเกอร์ส่วนใหญ่ที่มานั้นใช้ Lenovo Thinkpad (มีเป็นสิบๆ เครื่องเลยแหละ)! (มีคนใช้แมคอยู่ประปราย) ส่วนคนใช้ Dell แบบผมนั้นมีสองสามคนเองมั้ง

หลังจากจบงาน วันถัดมาก็เลยได้ฤกษ์ลง วินโดวส์ 7 ที่เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเสียเลย โดยที่ลงนั้นผมอัพเกรดจาก Vista 32 Bit -> 7 32 Bit ครับเนื่องจากว่าขี้เกียจลงโปรแกรมทั้งหมดใหม่ โดยเพียงแค่ใส่ DVD ลงไปในเครื่องแล้วก็ลงตามปกติ ก็พบว่าเมื่อผ่านไปประมาณ 2-3 ชั่วโมงระบบก็พร้อมใช้ทีเดียว เท่าที่สังเกตสิ่งที่เสียเวลามากที่สุดคือการคัดลอกไฟล์โปรแกรมต่างๆ ครับ

โปรแกรมทั้งหมดของผมนั้นย้ายมาอยู่บนวินโดวส์ 7 ได้ง่ายๆ เลยครับ แทบไม่ต้องลงอะไรใหม่เสียเท่าไหร่ ยกเว้นไดรเวอร์บางตัว นอกจากนี้พบว่าอุปกรณ์ส่วนใหญ่ของผมทำงานได้ดีกับวินโดวส์ 7 ครับ

อย่างไรก็ดีหลังจากใช้งานมาได้สักพัก ผมก็รู้สึกว่าวินโดวส์ 7 นั้นก็ไม่ได้ต่างอะไรเท่าไหร่จาก Vista โดยสิ่งที่เปลี่ยนไปนั้นมักจะเป็นพวกกราฟฟิคที่ดูเท่ขึ้น วืบไปวืบมา เสียมากกว่าที่จะเป็นฟังก์ชันที่ได้ประโยชน์จริงๆ นอกจากนี้ผมรู้สึกไม่ชอบ Task Bar อันใหม่ที่ไอคอนใหญ่ ต้องปรับมาให้เป็นไอคอนเล็กๆ และมีข้อความ (ผมว่าเวลาสับเปลี่ยนโปรแกรมมานั่งคลิีกไอคอนเล็กๆ นี่มันลำบากนะ

คงต้องลองใช้ไปอีกซักพักกระมัง กว่าจะชิน

ไม่น่าเชื่อกับ Excel 2007

วันนี้จัดตารางอยู่เวร พอดีตารางเก่าก็เปิดอยู่ด้วยแต่จะสร้างไฟล์ใหม่ให้กับตารางใหม่ ก็ค้นพบว่า Excel นั้นไม่สามารถเปิดไฟล์ชื่อเดียวกันได้แม้กระทั่งอยู่คนละโฟลเดอร์ (แม้ว่าจะคนละนามสกุลก็ตามด้วย)!



เท่าที่ลองกับโปรแกรมอื่นใน MS Office ก็ไม่เป็น OpenOffice.org ก็ไม่เป็น ทำไม Excel ถึงได้เก่าคร่ำครึขนาดนี้เนี่ย (สงสัยอาจทำไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คีย์ผิดไฟล์?... แต่โปรแกรมอื่นก็ทำได้นะ) ประหลาดดีแท้

ทดลองเล่น Palm WebOS

วันนี้แอบโหลด Palm Emulator จากเว็บไม่ทราบสัญชาติมาทดลองครับ ลองเล่นแล้วพบว่าเร็วดีเหมือนกัน โดยตัวฐานของ Emulator นั้นเป็น VirtualBox เจ้าเก่า


ภาพจอตอนบูตดูแล้วคล้ายๆ จะเป็น Linux



อินเทอร์เฟซลักษณะเป็นการ์ดเป็นใบๆ แต่ละใบก็คือแอพพลิเคชั่นแต่ละอันที่เปิดอยู่ กดสับกันได้ระหว่างการ์ดใบโตๆ กับการ์ดใบเล็กๆ นอกจากนี้ด้านล่างเป็นปุ่มเรียกแอพพลิเคชั่นที่ใช้บ่อย คือ โทรศัพท์, contact, mail, calendar, และปุ่มรูปบ้านซึ่งไว้แสดงเมนู



จะสับซ้ายสับขวาก็ได้ และถ้าไม่ต้องการการ์ดใบไหนก็ลากขึ้นบนทิ้งลงกอง (ยังกะเล่นไพ่!)


โปรแกรมต่างๆ มีเท่าที่พอใช้




Calendar ดูสวยน่าใช้งานมากๆ แถมยัง Sync กับ Google Calendar ได้ง่ายเอามากๆ




เว็บไซต์สามารถเข้าได้ง่ายๆ โดยทั้งมีแบบย่อและแบบเต็มจอ



ตกม้าตายอย่างเดียวคือแสดงผลภาษาไทยไม่ได้เลย -"- (ดังนั้นอย่าหวังคีย์บอร์ดไทย) หวังว่ารุ่นหน้าคงจะมีบ้าง


แต่เปิดอีเมล รวมทั้ง PDF Attachments ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่มเติม




นับว่าน่าสนใจมากทีเดียวครับ ยกเว้นภาษาไทยที่ปาล์มยังมองไม่เห็นหัว

ทดลอง Speed 3G

พอดีช่วงหลังอินเทอร์เน็ตที่บ้านเน่าๆ ครับ บ้านผมอยู่ในซอยบนถนนสาทรใต้ แต่ดันอยู่ห่างจากชุมสายถึง 2 กม. ทำให้ความเร็วอินเทอร์เน็ตนั้นค่อนข้างช้า ประกอบกับสายขององค์การโทรศัพท์ที่มีอยู่ก็เก่ามากแล้ว ก็เลยได้ความเร็วเพียง 1 Mbps เท่านั้น..

วันนี้ว่างๆ ก็เลยทดลองซื้อ AirCard 3G มาลองเล่นหน่อย (โชคดีที่โน้ตบุ๊คมีสล็อต PCMCIA ทำให้ใช้ได้หลายตัว) ซึ่งผมเลือกตัวที่ราคาไม่แพง คือเจ้า Sierra 881 มาใช้งาน ซื้อมาในราคา 2000 บาทพร้อมจัดส่ง และใช้ซิม TrueMove ราคา 1 บาทได้สองซิมจากเซเว่นอิเลฟเว่นครับ

ขั้นแรกก็ต้องโทรไปเปิดบริการ EDGE ก่อนที่เบอร์ 9779 กด 2 ครับ หลังจากนั้นก็เปิดบริการแพคเกจเล่นไม่อั้น 250 บาท ที่เบอร์ *9000 (มันจะมีแบบ WiFi ด้วยแต่บ้านผมรับสัญญาณไม่ได้เนื่องจากดันอยู่ในซอย ก็เลยเลือกแบบธรรมดา)

เปิดเสร็จก็ต่อ AirCard เช็คสปีดเล็กน้อย จับสัญญาณได้ 4/5 ขีด



เย้ๆ มี HSPA ด้วย.. ลองทดสอบสปีดได้เท่านี้ครับ

Bangkok Host


San Francisco Host


สรุปว่าก็พอใช้งานไหว เปิด YouTube ธรรมดาลื่นใช้ได้ เปิดเน็ตนอกพอไหวครับ

The Power of Dual Wide Screens

ซื้อมาใช้ได้หลายเดือนแล้วครับ รู้สึกว่าจอ Wide Screen 1920x1080 ของ BenQ 21" นี่คุ้มค่าสมราคามากๆ (ซื้อมา 5,800 ตอนนี้ที่ JIB เหลือ 4 พันปลายๆ ซะแล้ว) ปกติไว้เปิด Word จอเดียว (แต่สองหน้าแบบในภาพ) วันนี้ดันมีงานที่ต้องทำจาก PowerPoint ด้วยก็เลยเปิดไว้ข้างๆ โน้ตบุ๊คซะเลย เท่ากับว่าทำงานได้เต็มที่จริงๆ ใครต้องทำงานเอกสาร และหลายโปรแกรมบ่อยๆ ผมว่าเป็นสิ่งจำเป็นเลยทีเดียวครับ!

(c) Copyright 2015 Pawin Numthavaj. Powered by Blogger.