เมื่อวันก่อนผมอ่านผ่านๆ มีคนแนะนำเกม 2048 ครับ พอดีเมื่อวานกลางคืนได้ลองเล่นดู ปรากฎว่าติดเลย และดูน่าสนใจในแง่ของคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ เลยว่าจะเขียนบล็อกถึงครับ
เกม 2048 นี้สามารถเข้าเล่นได้จากต้นฉบับที่ Github เกมนี้คนเขียนคือ Gabriele Cirulli ซึ่งเป็น Web designer ที่อายุแค่ 20 ปีครับ เขาได้ไอเดียมาจากเกม Threes อีกทีนึงครับ ใครใช้ iOS ก็มีแอพให้โหลดใน App Store ด้วยส่วน Android ก็มีใน Google Play เหมือนกัน (แต่ทั้งสองอันนี้ไม่ใช่ คนเขียนคนเดียวกับบนเว็บนะครับ แต่เป็นแบบเดียวกันเลย)
Showing posts with label games. Show all posts
เกม 2048
รีวิวเกม The Last of Us
เกม The Last of Us เป็นอีกเกมที่ผมรอเล่นตั้งแต่เริ่มได้ข่าวเกมนี้เลยครับ เพราะว่าดูจากวิดีโอเปิดตัวแล้ว กราฟฟิคสวยงามมาก ดูแล้วน่าติดตาม โดยเฉพาะผมชอบเล่นเกมแนวๆ Survival Horror คล้ายๆ แบบนี้อยู่แล้วด้วยครับ (เกมนี้ Exclusive สำหรับ PS3 โดยเฉพาะครับ ไม่ทำลงแพลตฟอร์มอื่น)
เกมนี้เป็นเกมแนว Stealth - Action มุมมองบุคคลที่ 3 ครับ ส่วนของเนื้อเรื่องจะเป็นประมาณโลกหลังจากที่เกิดโรคระบาดร้ายแรงขึ้น ทำให้คนที่อยู่บนโลกส่วนใหญ่กลายเป็นซอมบี้ แต่พระเอกของเรารอดมาอยู่ได้ ทำให้เราต้องหาหนทางในการมีชีวิตรอดต่อไปครับ (พล็อตแบบนี้ จริงๆ ก็เจอบ่อยๆ ในหนังซอมบี้ทั่วๆ ไปน่ะนะ)
เรื่องที่เป็นที่น่าชื่นชมอย่างมากของเกมนี้คือกราฟฟิกครับ ผมว่าเกมนี้เป็นเกมที่รีดความสามารถของเครื่อง PS3 ได้อย่างเต็มที่เกมหนึ่งเลยครับ (มันคงไม่มีเกมที่สวยมากไปกว่านี้แล้วหละ เพราะเกมสวยๆ คงจะหนีไปอยู่บน PS4 ที่เปิดตัวและเตรียมวางขายกันไปหมด) ฉากแต่ละฉากดูสวยงาม และกราฟฟิคเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น ป้ายประกาศเก่าๆ ในเมืองร้าง ป้ายแสดงราคาอาหาร หนังสือพิมพ์ที่วางไว้บนโต๊ะ ข้อความที่ถูกเขียนอยู่บนไวท์บอร์ด (ซึ่งพวกนี้จริงๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับตัวเนื้อเรื่อง) ก็สามารถที่จะอ่านได้เกือบทุกอัน นอกจากนี้ลม น้ำ สิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็ดูเสมือนจริงทีเดียวเลยครับ เรียกได้ว่า กราฟฟิคช่วง Gameplay ของเกมนี้อาจจะดีกว่า cinematic ของเกมบางเกมเสียเลยด้วยซ้ำ
นอกจากการมีกราฟฟิคที่สวยงามแล้ว เกมยังจะทำให้เรามี "อารมณ์ร่วม" ด้วยฉากแอคชั่นที่ค่อนข้างเร้าใจ และจอยที่สั่นถูกเวลา ผนวกกับระบบเสียงที่คมชัดและเหมาะสมกับสถานการณ์ เช่นเสียงกระจกแตก เสียงระเบิด ทำให้เรารู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกันกับตัวเกมเหมือนกันกับนั่งดูหนังอยู่ และลุ้นว่าพระเอกจะรอดได้ไหม ลุ้นว่าศัตรูจะมาทำร้ายเราหรือไม่ครับ
ส่วนของวิธีการเล่นพูดง่ายๆ คือเกมจะมีเป็นฉากๆ ในแต่ละฉากเราต้องทำตัวหลบๆ ซ่อนๆ ใต้โต๊ะบ้าง เค้าน์เตอร์บ้าง หลังกล่องบ้าง ตามซอกมุมอาคารบ้าง เพื่อที่จะหนีให้พ้นจากสายตาของศัตรูครับ ส่วนใหญ่ตัวเกมจะมีเป้าหมายของแต่ละด่านคือต้องเดินผ่านไปยังฉากต่อไปให้ได้ โดยเราอาจจะใช้วิธีค่อยๆ หลบศัตรูไปยังฉากต่อไปก็ได้ หรือว่าจะฆ่าศัตรูให้จนหมดทั้งฉากเลยก็ได้ครับ แต่ด้วยข้อจำกัดที่เกมบีบบังคับกระสุนปืนและอาวุธเสริมให้มีอยู่น้อยมากๆ (บางทีก็แทบไม่มีกระสุนติดตัวเลยทีเดียว) ทำให้ส่วนใหญ่เราต้องอาศัยการหลบๆ ซ่อนๆ แล้วค่อยๆ ลอบบีบคอศัตรูทีละตัวแบบไม่เสียกระสุนมากกว่า นอกจากนี้เรายังสามารถหยิบของใกล้ตัวคือก้อนอิฐ มาปาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของศัตรูได้ครับ
ศัตรูก็มีความฉลาดในระดับหนึ่งครับ เช่น ถ้าเห็นเราก็จะเรียกเพื่อนๆ เข้ามารุม หรือว่าถ้าเห็นศพเพื่อนศัตรูด้วยกันก็จะกระจายกำลังออกค้นหาว่าเราอยู่ตรงไหนด้วย
แต่ไม่ต้องกังวลว่าการหลบๆ ซ่อนๆ นั้นจะยากครับ เพราะในเกมนี้ฉากแต่ละฉากค่อนข้างจะใหญ่ถึงใหญ่มากๆ ทำให้มีที่ว่างๆ ให้เราไปซ่อนได้เยอะ ถึงแม้จะมีศัตรูมาเจอเรา แต่เราก็สามารถจะ วิ่งๆๆ แล้วก็ไปหลบตรงมุมไกลๆ ของฉาก แล้วค่อยย่องกลับมาใหม่ได้ครับ
นอกจากความยากในส่วนของกระสุนที่มีอยู่จำกัด ทำให้เราต้องใช้วิธีหลบๆ ซ่อนๆ แล้ว เกมยังกดดันให้ศัตรูบางประเภท สามารถที่จะกัดเราตายได้ในทีเดียวเลยครับ ทำให้เราจะต้องระมัดระวังกับศัตรูประเภทนี้เป็นพิเศษ
ส่วนเรื่องเนื้อเรื่องของเกม ถึงจะไม่ได้จบหวือหวาหรือหักมุมมากเหมือนอย่าง Bioshock Infinite แต่เกมนี้เล่นจนจบแล้วให้อารมณ์ของการดูหนังมากๆ ครับ ตัวละครแต่ละตัวมีที่ไปที่มาอย่างชัดเจน และบทพูดก็ไม่ได้เนิบนาบ หรือเร่งให้เนื้อเรื่องดำเนินเร็วจนเกินไปครับ
สรุปสิ่งที่ชอบในเกมนี้
- กราฟฟิคสวยงาม
- ระบบการเล่นที่ค่อนข้างเปิด ไม่ต้องฆ่าศัตรูจนหมดทุกตัว
- ระบบเสียง
- เนื้อเรื่องวางได้ดี บทต่างๆ ดี และน่าติดตาม
- ยังมีบั๊กในเกมเล็กน้อยครับ ผมลองเดินเล่นๆ บางทีเดินไปอยู่กลางลังเก็บของซะอย่างนั้น นอกจากนี้บางทีศัตรูก็ทำเป็นไม่เห็นเพื่อนเราที่บังอยู่หน้าศัตรูเลยซะอย่างนั้น ทำให้รู้สึกแปลกๆ
Posted in games, playstation 3, The Last of Us
รีวิว Bioshock Infinite: เกมเทพ มาพร้อมเนื้อเรื่องเทพๆ
เกมในชุด Bioshock เป็นเกม 1st person shooter อีกชุดที่ผมชื่นชอบครับ ทั้งๆ ที่ผมเองเป็นคนที่ไม่ชอบเล่น 1st person shooter เสียเท่าไหร่
เนื่องจากเกมพวกนี้ถ้าทำมาไม่ดีเท่าไหร่ เล่นแล้วจะมึนหัวมาก แถมยิงก็ยากทีเดียว (ผมเล่นเกมยิงๆ ไม่แม่นเท่าไหร่ ถนัดเกมที่ไม่ต้องอาศัยความแม่นอย่างพวก StarCraft เสียมากกว่า) เกมบางเกมก็ไม่มีเนื้อเรื่องอะไรที่น่าสนใจไปกว่า ยิงๆๆ จนจบ
แต่เกม Bioshock นี่เป็นข้อยกเว้นครับ.. ภาคแรกที่ผมเล่นคือ Bioshock ภาค 2 ครับ ตอนนั้นเกมเพิ่งออกใหม่ มีเพื่อนผมที่ชอบเล่น shooter เล่นให้ดู ผมดูแล้วพบว่า เกมมีความน่าสนใจไปนอกเหนือจากการยิง ทำให้ลืมอาการเวียนหัวเล็กน้อยนั้นไปได้
ความน่าสนใจที่ว่านี้อยู่ที่ภาพ ฉาก เนื้อเรื่อง และเสียงประกอบครับ!
ในภาคที่แล้วอย่าง Bioshock และ Bioshock 2 นั้นผู้เล่นจะอยู่ในเมืองสมมติที่ชื่อว่า Raptor เป็นเมืองใต้น้ำที่สร้างในยุค 1970-1980 สถานการณ์คร่าวๆ ก็คือเกิดสงครามในเมืองใต้น้ำนี้อยู่ ผู้เล่นจำเป็นจะต้องต่อสู้ไปตามเนื้อเรื่องเพื่อหลุดออกจากเมืองนี้และกลับมาสู่ผิวน้ำให้ได้ ซึ่งจริงๆ เนื้อเรื่องก็ค่อนข้างจะเป็นเส้นตรง ไม่ค่อยมีจุดหักเหเท่าไรนัก
ความเจ๋งของเกมนี้คือตัวฉาก สิ่งประกอบฉาก ล้วนแล้วแต่นำเอาของที่อยู่ในยุคนั้นมาประกอบกันได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์, เพลงประกอบอย่าง La mer เล่นไปแล้วก็จะรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่ยุคนั้นจริงๆ ครับ นอกจากนี้แล้ว การเดินอ่านพวกสิ่งประกอบฉาก เป็นการเติมเต็มประสบการณ์การเล่นให้มากขึ้นกว่าเดิม ทำให้เรารู้สึก "อิน" กับเนื้อเรื่องมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมคิดว่าจุดนี้เองเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เล่นส่วนใหญ่ ประทับใจในเกมนี้
และแน่นอน ในภาคใหม่ Bioshock Infinite นี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ
ภาคใหม่นี้เราจะเล่นเป็นตัวเอกที่ชื่อว่า Booker DeWitt เป็นนักสืบที่ต้องไปตามล่าหาผู้หญิง Elizabeth ที่อยู่ในเมืองบนฟ้าครับ ฉากของเมืองนั้นเป็นฉากสว่างมากๆ ผิดกับภาคที่แล้วที่เป็นฉากมืดๆ (เพราะอยู่ใต้ทะเลมืดๆ น่ากลัวๆ) ฉากของภาคนี้นั้นจะรู้สึกสวยงาม เหมือนกับอยู่บนสวรรค์เลยครับ
เนื้อเรื่องของเกมนี้จะเก่ากว่าเกมภาคแรกๆ ครับ โดยจะเป็นยุค 1901 ในยุคนั้นเป็นยุคของ American Exceptionalism ก็คือคนอเมริกายุคนั้นเชื่อว่าอเมริกาดีกว่าประเทศอื่นๆ ตรงที่เป็นสังคมแบบประชาธิปไตย และเป็นสังคมอิสระมาก และมีการสร้างเมืองลอยฟ้านี้ขึ้นมาเพื่อประกาศศักดาว่าตัวเองเจ๋งครับ ก็จะเป็นยุคของพวกเครื่องจักรไอน้ำ เครื่องมือจักรกลต่างๆ
ฉากแรกที่เป็นฉากนำเข้าสู่ตัวเกม คุณจะงงว่า เอ นี่มันเกมยิงสะบั้นหั่นแหลกจริงหรือ ทำไมฉากมันสวย สงบเรียบกันเป็นอย่างนี้ ช่างเป็นเมืองที่น่าอยู่เสียจริง
แต่แน่นอน เมืองลอยฟ้า Columbia มันก็ไม่ต่างอะไรกับ Rapture หรือเมืองอื่นๆ ที่ไม่ว่าจะสวยงามแค่ไหน แต่ก็หลีกพ้นจากจิตใจของมนุษย์ที่มีความแก่งแย่งกันอยู่ภายในไม่ได้
แต่เนื้อเรื่องที่เป็นแก่นของเรื่องจริงๆ นั้นไม่ใช่เรื่องนี้ครับ แต่ถ้าพูดถึงแล้วจะสปอยเลย เพราะว่ามันลึกและแยบยลกว่านั้นมาก เอาเป็นว่าเนื้อเรื่องเกมนี้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ซะมากกว่าดีกว่าครับ คล้ายๆ กับวิทยาศาสตร์ของการทำให้เมืองลอยได้ละ (แต่ไม่ใช่นะ แค่เปรียบเทียบ)
ผมเล่นเกมนี้ผ่าน Play Station 3 ครับ ความสวยงามของฉากนั้นทำได้ดีจริงๆ ครับ แม้กับคอนโซลเก่าแบบนี้ มีวิดีโอเปรียบเทียบว่าภาคของ PC จะมีความสวยงามมากกว่านี้อีก แต่ก็ทำไงได้ครับ คอมที่มีอยู่มีแต่ Thinkpad ซึ่งคงเล่นไม่ได้
ระบบการเล่นของภาคนี้ก็ไม่ต่างจากภาคก่อนๆ ครับ ผู้เล่น จะมีปืน และมีพลังที่ใช้ในการร่ายมนตร์ ซึ่งในเกมเรียกมนตร์ว่า Vigor และพลังว่า Salt ตัวอย่างของมนตร์ที่เรียกใช้ได้ก็คือ ส่งอีกาไปทำลายคู่ต่อสู้, ปาระเบิดไฟ (เหมือน Incinerate! ของภาคที่แล้ว), มนตร์ทำให้ศัตรูมาเป็นพวกเรา, ชอตไฟฟ้าศัตรู, ยกศัตรูให้ลอย ฯลฯ ซึ่งก็สนุกดีครับ ทำให้ไม่ใช่ยิงปืนเพียงอย่างเดียวเหมือน 1st person เกมอื่นๆ
นอกจากนี้แล้วในภาคนี้เรายังมีผู้ช่วย (จะใครที่ไหน นอกจากสาวสวย Elizabeth) ที่คอยเก็บของ เก็บเงินให้ และปาของสำคัญอย่างกระสุน, Salt, Health มาให้ด้วยครับ ทำให้เวลาคับขันเราก็ยังพอเล่นต่อไปได้โดยไม่ต้องพะวงวะต้องวิ่งไปเก็บกระสุนมาใหม่ จุดนี้ทำให้การเล่นสนุกมากขึ้นครับ และก็ทำให้เกมง่ายขึ้นด้วย นอกจากนี้ผู้ช่วยก็น่ารักดี และยังแสดงอารมณ์ไปนั่งเล่น ไปพิงเสา เวลาที่เราอยู่เฉยๆ ด้วย ไม่ใช่มายืนจ้องตากันตลอดเวลาเหมือน AI ของเกมอื่นๆ
ระบบเสียงของภาคนี้นี้เจ๋งดีครับ มีเพลงประกอบหลายเพลงที่เข้ากับยุคและเนื้อเรื่องดี และเพลงหลายเพลงก็เพราะมาก ยกตัวอย่างเพลงนี้ที่เราจะได้ฟังกันในฉากแรกครับ
โดยสรุปแล้วผมประทับใจกับเกมภาคนี้มากครับ (ยิ่งประทับใจมากกับตอนจบแบบนี้ซึ่งผมชอบเรื่องราวแบบนี้อยู่แล้ว) เรียกได้ว่าเกมนี้ผมให้ 10 เต็มเหมือนกับรีวิวของที่อื่นๆ จริงๆ ครับ เนื้อหาเกมค่อนข้างจะจบสมบูรณ์ในตัวมาก ภาคเสริมที่เป็น DLC ที่จะออกในอนาคตน่าจะเป็นเนื้อเรื่องข้างเคียงมากกว่าเนื้อเรื่องต่อไปครับ
Posted in Bioshock Infinite, games, playstation 3
รีวิว Resident Evil 6
หลังจากทนกิเลสไม่ไหวบวกกันกับสอบเสร็จ ผมก็เลยไปสอย Playstation 3 มาเพื่อเล่นเกมเป็นการฉลองนิดหน่อยครับ รุ่นที่ซื้อคือรุ่นที่เพิ่งออกใหม่ปีนี้ (รุ่นนี้ไม่ดูดแผ่นแล้ว กดเพื่อเปิดแล้ววางแผ่นเกมคล้าย PS1) เท่าที่ใช้มาก็ยังไม่มีปัญหาอะไร เกมที่ผมเลือกซื้อมาเล่นเกมแรกนี้คือ Resident Evil 6 ครับ
ผมเองเป็นแฟนเกมนี้อยู่บ้าง เล่นมาตั้งแต่สมัย Biohazard (ภาคแรก) ภาคที่เล่นแล้วรู้สึกอิน ประทับใจคือภาค 3 รู้สึกว่าเนื้อเรื่องมันดี หลังจากนั้นช่วงที่เกมมันไปลง Exclusive ให้ Gamecube ก็ไม่ได้เล่นอีก ได้แต่ดูคนอื่นเล่นและอ่านรีวิว ได้เล่นอีกทีก็คือภาค 4 บน PC ก็สนุกดี ส่วนภาค 5 นี่กำลังเรียนเลยไม่ได้เล่นจริงจัง (แฟนพันธุ์ทางเอามากๆ นะนี่) และได้มาเล่นภาค 6 นี้ครับ
เกมภาค 6 ตอนนี้ออกเฉพาะบน PS3 และ XBOX 360 เท่านั้น ส่วนการพอร์ตไปลง PC ยังต้องรอปีหน้าอยู่นะครับ
ตัวเกมนั้นจะแบ่งเป็นส่วนๆ ตามเนื้อเรื่องของแต่ละคน มีสามทีม ทีมละสองคนคือ
- ทีมของ Leon + Helena
- ทีมของ Chris + Piers
- ทีมของ Jake + Sherry (Sherry Birkin จากภาคสองนั่นละตอนนี้โตแล้ว)
แต่ละส่วนจะแบ่งย่อยออกเป็นอีก 5 บทครับ ความยาวแต่ละบทไม่เท่ากัน แต่โดยมากแล้วถ้าเล่นเต็มๆ ก็น่าจะประมาณ 30-45 นาทีต่อหนึ่งบท และเราสามารถกลับมาเล่นบทเดิมได้
ลักษณะการเล่นจะไม่เหมือนภาคก่อนๆ กล่าวคือเราจะเล่นเป็นคนหนึ่งในทีมสองคน (มีให้เลือกตรงต้นเกม) หากเล่นคนเดียวก็จะเป็น AI เล่นอีกคนแทน สิ่งที่เหนือไปกว่านั้นคือหากเราเล่นออนไลน์ ตัวเกมจะจับคู่ให้กับคนเล่นที่เล่นอีกคนด้วย เช่นผมเลือกเล่นเป็น Leon เกมก็จะจับคู่ให้เล่นกับ
นอกจากจะจับคู่เล่นกันสองคนแล้ว เนื้อเรื่องบางตอนยังมีตอนที่สองคู่มาเจอกัน (ส่วนมากเพื่อร่วมกันฆ่าบอสใหญ่ๆ) ก็จะเล่นร่วมกันได้ถึง 4 คนเลยครับ
นอกจากเราจะจับคู่เล่นแบบนี้แล้ว ตัวเกมยังออกแบบให้เราสามารถเลือกเล่นเป็นซอมบี้ศัตรูในเกมของคนอื่นได้อีกด้วยครับ (Agent Hunt Mode) โดยถ้าเราตายก็จะ Regen ขึ้นมาใหม่ได้ ซอมบี้จะเดินช้ากว่า และมีอาวุธที่จำกัดกว่า (เช่น กัดได้อย่างเดียว) แต่ละซอมบี้ก็จะมีอาวุธไม่เหมือนกันเป็นต้น
ส่วนที่อยากจะติของเกมนี้เล็กน้อยคือดูเหมือนว่าธรรมเนียมการเล่นแบบ Resident Evil ที่เดินในห้องเงียบๆ จู่ๆ ก็มีซอมบี้โผล่มา และมีปริศนาให้ต้องแก้ไขแบบเดิมๆ ที่แฟนๆ ชอบนั้นดูเหมือนจะมีเฉพาะในเกมของ Leon แต่เกมของ Chris กับ Jake ดูจะเน้นหนักไปทางต่อสู้ๆ มากกว่า ทำให้รู้สึกเหมือนกันกับการเล่นเกม Shooter ในธีม Resident Evil มากกว่า
นอกจากนี้แล้วการเล่นเกมบางส่วนที่เป็นแอคชั่น ที่ให้กดปุ่มตามที่ขึ้นบนจอนั้นบางครั้งก็แสนยากครับ เพราะเกมไม่ค่อยอธิบายให้ชัดว่ากดยังไง มีแต่สัญลักษณ์ที่ดูไม่ค่อยออกว่าจะให้กดปุ่มอะไรตอนไหน บางจุดผมเล่นแล้วตายเป็นสิบๆ รอบก็มี
แต่จุดเด่นของเกมนี้น่าจะอยู่ในโหมดออนไลน์ ซึ่งเท่าที่ได้เล่นมานั้นสนุกดีครับ ถึงแม้เราจะต้องไปเล่นกับคนที่เราไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ก็ไม่ยากและมีให้ลุ้นตลอดครับ
Posted in games, playstation 3, resident evil, resident evil 6
Portal 2
เพิ่งเล่นเกม Portal 2 จบครับ เล่นรวดทีเดียวสองวันเลย นับว่าสนุกครับ
สำหรับใครที่ไม่เคยเล่นเกม Portal มาก่อน เกมนี้เป็นเกม Puzzle ในมุมมองแบบ First-Person Shooter คล้ายกับ Half life/Counter Strike ครับ (ผู้ผลิตเจ้าเดียวกันคือ Valve) โดยตัวเกมนั้นเราจะเล่นเป็น Chell สาวสวยผู้ถือปืน Portal Gun โดยตัวปืนนี้ไม่ได้ยิงออกมาเป็นกระสุน แต่ว่าจะยิงเพื่อสร้างช่องระหว่างมิติสีฟ้า และสีส้ม โดยช่อง Portal นี้จะเชื่อมถึงกัน นั่นคือถ้าเราเดินเข้าไปทางช่องสีฟ้า จะไปทะลุออกที่ช่องสีส้มครับ
เป้าหมายของเกมในแต่ละด่าน ก็คือหาทางจากจุดเริ่มต้น ไปยังทางออกของแต่ละด่าน โดยทั่วไปแล้วทางออกจะอยู่ตรงบริเวณที่เดินดุ่มๆ เข้าไปไม่ได้ ต้องอาศัยการใช้ Portal สร้างทางออก นอกจากนี้ยังอาจต้องอาศัยการกดสวิชต์ หรือการใช้อุปกรณ์บางอย่างช่วยให้ไปถึงทางออกได้ครับ
ข้อเด่นของเกมนี้คือมีการใช้ระบบฟิสิกส์ค่อนข้างเยอะตามแนวโน้มของเกมสมัยใหม่ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อกระโดดลงสู่ Portal ด้วยความเร็วหนึ่งๆ ก็จะไปโผล่อีกที่ด้วยความเร็วเท่ากัน ทำให้สามารถกระโดดข้ามที่สูงๆ ที่กระโดดธรรมดาไม่ถึง
นอกจากนี้แล้วในเกมภาค 2 นี้ยังมีชนิดของพื้นผิวที่จะสร้างความแตกต่างกันออกไป เช่น พื้นผิวที่ถูกทาด้วยสีส้มจะทำให้วิ่งเร็วขึ้น พื้นผิวสีฟ้าทำให้กระโดดได้สูงขึ้นเป็นต้นครับ
ตัวเกมภาคนี้เล่นยากขึ้นกว่าภาคแรกเล็กน้อย เนื่องจากบางฉากนั้นจะใหญ่ขึ้นมากๆ ทำให้เราต้องเดินสำรวจฉากก่อนที่จะมานั่งคิดว่าจะกระโดดอะไร ผ่าน Portal อะไรตรงไหนทีหลัง และการที่ฉากใหญ่ขึ้นยังทำให้เราสับสนได้ในบางครั้งด้วย (บางทียังหาทางออกไม่ค่อยเจอเลยก็มี) แต่เมื่อเล่นไปสักพักก็จะพอรู้ว่าตรงไหนควรทำอย่างไรครับ
นอกจากเกมที่เล่นเป็นฉากๆ มีจุดเริ่มต้น ค้นหาทางไปยังทางออกดังภาคที่ผ่านๆ มาแล้ว ในภาคนี้ยังมีบางส่วนของเกมเป็นคล้ายลักษณะเกม Action คือเราโดนไล่ล่า ต้องหาทางหนีด้วยระยะเวลาอันจำกัดอีกด้วยครับ
สรุปว่าเกมนี้น่าสนใจ สมกับที่ได้รับคำนิยมจากหลายๆ สื่อครับ
ว่าด้วย StarCraft II
ได้มีโอกาสซื้อ StarCraft II: Wings of Liberty มาเล่นครับ จริงๆ แล้วผมเองชอบเล่นเกมของค่ายนี้ตรงที่รายละเอียดทำได้ดี และผมมั่นใจว่ามันคงจะเป็นที่นิยมไปอีกหลายปี ก็เลยยอมควักตังค์สองพันกว่าๆ ซื้อของแท้มาเล่นดูครับ หลังจากเล่นเนื้อเรื่องจบแล้วก็ค้นพบว่า
- ตัวเกมจะลงในเครื่อง แต่ถ้าเราจะเล่นต้องต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อ Log In เข้า Battle.net ก่อน ถ้าไม่มีอินเทอร์เน็ตก็เล่นไม่ได้ แต่หลังจาก Activate 1 ครั้งแล้วจะสามารถเล่นแบบ Offline ได้ด้วย
- ข้อดีของการล็อกอินก็คือมันจะจำไว้ด้วยว่าเราเล่นถึงไหนแล้ว ไปเล่นเครื่องอื่นต่อก็ได้ และยังมีระบบ Achievements ไว้อวดเพื่อนๆ อีกว่าเล่นได้ดีแค่ไหน (1 Mission จะมี 3 Achievements และในโหมดเล่นหลายคนก็มี Achievements ให้เก็บอีก)
- เราเล่นเป็น Terran เป็นหลัก จาก 30 Mission มีสัก 3-4 Mission จะได้เล่น Protoss นิดๆ แต่ไม่ได้เล่นเป็น Zerg เลยในโหมดเนื้อเรื่อง
- Mission ไม่ได้เป็น Linear แล้ว มีทางเลือกหลายทางให้เลือกเล่น นอกจากนี้บางทีก็จะขึ้นมาให้เลือกว่าเราอยากอยู่กับฝ่ายไหน ซึ่งจะทำให้ได้เล่นคนละ Mission กัน
- Mission แต่ละอันทำได้ดี มีความหลากหลายพอสมควร มีบางครั้งต้องรีบขนฐานสลับกับสร้างฐาน บางอันต้องทำลายรถไฟ บางอันจะมีลาวาขึ้นมาทำลายยูนิตเป็นระยะๆ ต้องหลบบ่อยๆ ฉากที่ไม่ต้องสร้างฐานเอง ใช้ความสามารถของยูนิตที่ให้มาเท่านั้นก็มีประปราย
- เล่นแบบ Normal ง่ายพอสมควร คงไม่ต้องโหลดใหม่บ่อยๆ แต่แบบ Hard นี่เล่นไปได้ 6-7 ด่านแล้วรู้สึกว่าหลังๆ จะยากมาก โดนถล่มเละตลอด นี่ยังมีแบบ Brutal อีกคาดว่าคงเล่นไม่ได้ซะเท่าไหร่ (สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นมาก่อนมีแบบง่ายกว่า Normal ด้วย)
- มีระบบอัพเกรดความสามารถต่างๆ โดยเมื่อเล่นจบแต่ละด่านจะได้เงิน หรือได้ Research Point ไว้ซื้ออัพเกรดต่างๆ เช่น เพิ่มให้ทหารมีความอึดมากขึ้น ให้ยานมีความสามารถใหม่ๆ ให้โรงเก็บก๊าซทำงานอัตโนมัติไม่ต้องขนก๊าซเองเป็นต้น
- ไม่ค่อยมีความลับหรือพวก Easter Eggs เท่าไหร่ในเกมเมื่อเทียบกับ Warcraft III (หรือจริงๆ อาจมีแต่หาไม่เจอเองก็ไม่รู้) มีฉากลับ 1 ฉาก คล้ายของภาคที่แล้ว
- Cinematics ที่เป็น Pre-rendered จริงๆ มีสามสี่อันเอง แล้วบางอันก็เอามาทำเป็น Trailer ไปซะก่อนแล้ว ส่วน cinematics ที่เป็น In-game rendered ก็มีอยู่พอสมควร
- เมื่อเทียบกับภาคที่แล้วรู้สึกว่าเนื้อเรื่องคืบหน้าไปนิดนึงเอง สงสัยจะเก็บไว้เล่าต่อในบทที่ 2, 3 (Zerg: Heart of the Swarm, Protoss: Legacy of the Void)
- มียูนิตที่ไม่เห็นในเกมที่เล่นหลายคนอยู่หลายตัวเหมือนกัน เช่นพวก Medics, Science Vessel ที่มาจากภาคที่แล้วก็ยังมีอยู่ในโหมดเนื้อเรื่อง แต่ไม่มีในโหมดเล่นหลายคน
Posted in games, StarCraft II
Braid: มากกว่าเกมธรรมดา
จริงๆ ผมซื้อเกม Braid มาจาก Steam ได้สักพักแล้วแต่ยังไม่ค่อยได้เล่น เนื่องจากไม่ค่อยมีเวลา พอดีช่วงหยุดสงกรานต์ว่างขึ้นหน่อยจึงลองหยิบมาเล่นดูครับ
ตัวเกมอาจจะดูไม่มีอะไรใหม่ หลายคนเมื่อเปิดดูเลเวลแรกแล้วอาจจะรู้สึกว่ามันก็เกมมาริโอ้นี่หว่า.. ใช่ครับ เราเล่นเป็นตัวเอกที่วิ่งจากด้านซ้ายไปด้านขวา, กระโดดเหยียบศัตรู, ปีนขึ้นๆ ลงๆ บันได, พยายามหลบลูกกระสุนปืน, ตอนท้ายเลเวลจะมีบอสตัวใหญ่ๆ อยู่ในห้องให้ฆ่า และแน่นอนว่าเรากำลังตามหาเจ้าหญิงอยู่ แต่สิ่งที่เหนือไปกว่ามาริโอ้นั่นคือ เกมนี้มี "เวลา" เป็นธีมของเกมครับ
นั่นหมายความว่าเราสามารถที่จะย้อนเวลากลับไปเมื่อเรากระโดดผิด, เหยียบพลาด หรือสับสวิตช์บางอย่างผิดได้ครับ โดยการย้อนเวลานี้สามารถทำได้เรื่อยๆ จนถึงต้นเลเวลเลยทีเดียว และนอกจากที่จะย้อนเวลาแล้ว ในเลเวลถัดๆ มา นั้นจะมีการเล่นกับเวลาอีกหลายแบบด้วยกัน แม้แต่ Alternate Universe หรือตัวละครที่เกิดขึ้นในอีกมิติหนึ่งก็ได้ด้วย (เกมแบบแพลตฟอร์มที่มีการเล่นกับเวลาคล้ายๆ กันนี้ก็เช่นเกม Prince of Persia ในชุด Sands Of Time ที่ย้อนเวลาและทำให้เวลาช้าลงได้ ซึ่งกำลังจะมีภาพยนตร์ในเร็วๆ นี้ และเกม Misadventure of PB Winterbottom ที่ยังไม่ออก ส่วนเกมอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเวลานั้นลองดูรายชื่อได้ที่ Moby Games)
แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเกมนี้เจ๋งนั้นมันไม่ได้หยุดแต่เพียงแค่นี้ครับ Braid ยังบอกเล่าถึงเรื่องราวที่ตอนจบนั้นยากที่จะคาดถึง และยังมี "ความลับ" ที่ถูกซ่อนไว้อยู่ในตัวเกมอีกมากมาย (นึกสภาพตอนเล่นมาริโอ้แล้วหาทางลับนั่นแหละอารมณ์เดียวกัน) นอกจากที่เกมจะเล่าเรื่องราวของตัวเอกแล้วมันก็ยังแฝงไว้ด้วยความหมายที่เป็นนัยมากกว่านั้นอีก (อันนี้ถ้าอยากรู้จริงๆ ลองหาในเน็ตก็ได้มีคำอธิบายและถกเถียงอยู่พอควร) บางคนนั้นได้ให้ความเห็นว่าเกมนี้ก้าวผ่านความเป็นเกม ไปสู่การเล่าเรื่อง ซึ่งแม้แต่หนังส่วนใหญ่ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าเสียด้วยซ้ำ!
กราฟฟิคที่เกมใช้นั้นถือว่าสวยงาม และไม่ได้กินเครื่องเลยครับ (ผมเล่นกับโน้ตบุ๊คการ์ดจอออนบอร์ดสบายๆ) นอกจากนี้เพลงประกอบถึงแม้ว่าผู้สร้างเกมนั้นจะประหยัดงบด้วยการเลือกใช้เพลงที่มีอยู่ในท้องตลาด แต่เมื่อประกอบกับตัวเกมและวิธีการเล่นเกมแล้วก็ทำให้รู้สึกดีทีเดียว เช่นเวลาเราย้อนเวลานั้นเพลงก็จะเล่นย้อนกลับด้วย ใครอยากฟังเพลงประกอบเต็มๆ ก็สามารถฟังได้จาก Magnatune ซึ่งเป็นเว็บที่จำหน่ายเพลงครับ
สำหรับค่าตัวที่ประมาณ 10 ดอลลาร์สหรัฐ ผมว่าคุ้มมากครับ (แต่ผมซื้อมาตอนมันลดเหลือ 5 ดอลลาร์ ยิ่งคุ้มเข้าไปใหญ่!) ใครอยากลองก่อนเสียเงินก็ลองโหลด Demo มาดูได้ครับ (แต่ระวังอย่างหนึ่งคือ เล่นแล้วอาจจะอินมากจนนึกว่าย้อนเวลากลับไปตอนยังไม่เริ่มเล่นได้นะครับ อิอิ)
เกม Plants vs Zombies
วันก่อนเจอเกม casual ออกใหม่ Plants vs Zombies เป็นเกมจากค่ายเดิม PopCap ลองเล่นดูแล้ว ติดมากๆ 555 เนื่องจากว่ากราฟฟิคและเพลงมันเจ๋งดี นอกจากนี้แล้วคำพูดในเกมก็ฮาเหมือนกัน
วิธีเล่นง่ายๆ มากๆ แค่ป้องกันบ้านของเราจากซอมบี้ ที่จะเดินจากหน้าบ้าน ด้วยการปลูกต้นไม้ (จริงๆ แล้วก็คือเกมลักษณะ tower defense ที่ถอดแบบมาจากพวกที่อยู่ใน StarCraft/WarCraft นั่นแหละ) ต้นไม้นี่มีหลายชนิด แต่ละชนิดต้องการแสงแดดไม่เท่ากัน เราต้องพยายามเก็บแสดงแดดเพื่อสร้างต้นใหม่ไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีหลายฉากอีก เช่นฉากที่มีสระน้ำคั่นต้องปลูกใบบัวหรือพืชน้ำ, ฉากกลางคืนที่ต้องปลูกเห็ดแทน และฉากบนหลังคาบ้านที่ต้องอาศัยต้นแตงโมปาลูกแตงโมเป็นต้น (ทึ่งกับไอเดียเขาทีเดียว)
นอกจากตัวเกมหลักแล้วเกมนี้ยังมีมินิเกมเล็กๆ เช่น เกมตีไห, เกมที่เราเล่นเป็นซอมบี้เพื่อบุกบ้านแทน, โหมด endless เป็นต้น นับว่าคุ้มค่ากับ 225 บาททีเดียวครับ (ใครจะซื้อให้ใส่โค้ด PLANTS10 เพื่อลดราคาจาก 250 บาทเป็น 225 บาทได้ครับ) ผมเลยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคะแนนรีวิวเกมใน metacritic ถึงได้ดีขนาด 8.9/10
ลองโหลด Demo มาเล่นกันก่อนก็ได้ครับ แล้วจะติดใจ อิอิ
Posted in games


