สรุปทริปปีนฟูจิ สิงหาคม 2559

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาสไปปีนภูเขาที่ใครๆ ก็รู้จักกันครับ นั่นก็คือ ภูเขาไฟฟูจิ \0/ เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้มีโอกาสไปปีนเขากับเพื่อนๆ (ไม่เคยปีนที่ไหนมาก่อน แม้แต่ภูกระดึงก็ไม่เคยไป) แต่ก็ทำใจแล้วครับว่าจะต้องเหนื่อยแน่นอนคงไม่เหมือนเที่ยวญี่ปุ่นที่เคยๆ มา แล้วก็เหนื่อยมากๆ จริงๆ ครับ แต่ในที่สุดก็พิชิตมันมาได้ ก่อนหน้าปีนนี้ผมฟิตซ้อมร่างกายด้วยการเดิน Threadmill โหมด Hill มาสักระยะหนึ่งก่อนแล้วครับ แต่ดันมาขาแพลงตอนหนึ่งเดือนก่อนหน้า เกือบจะอดปีน -_-"

ส่วนของการเตรียมตัว อุปกรณ์ต่างๆ และการเลือกเส้นทางในการปีน ผมว่าจะเขียนเก็บบันทึกไว้อีกโพสต์หนึ่งละกันนะครับ อันนี้ขอสรุปคร่าวๆ ก่อน




วันแรก 3 ส.ค. 2559 สุวรรณภูมิ - ชินจูกุ

  • ครั้งนี้ผมเลือกนั่งเครื่องยี่ห้อ Hong Kong Airlines ครับ เพราะได้ตั๋วราคาหนึ่งหมื่นบาทถ้วน (ตั๋วโปร) แต่ต้องต่อเครื่องที่ฮ่องกง เป็น Full Service มีเสริฟอาหาร, โหลดกระเป๋าได้ 20 กก. ครับ
  • วันก่อนหน้า มีพายุเข้าฮ่องกงพอดีครับ เป็นพายุที่แรงที่สุดในรอบสามสิบปีของฮ่องกง!! ไฟลท์ที่เข้าฮ่องกงถูก Cancel หมดเลย ผมละกลัวว่าจะไม่ได้ไปแล้ว แต่ดูในเว็บของสายการบินก็บินตามปกติครับ พายุพัดผ่านไปวันนึงพอดีครับ โชคดีมากที่ยังได้ไป
  • ออกจากบ้านตอนห้าทุ่ม กำหนดการเครื่องออกตีสาม แต่ปรากฎว่าพอไปถึงเครื่องดีเลย์!! รอเงกถึงตีห้า
  • เนื่องจากไฟลท์ไปนาริตะมีแค่สองไฟล์ท เช้ากับบ่าย ผมเลยถาม จนท. กราวด์ที่สุวรรณภูมิว่ามันจะทันไฟลท์ต่อไหม จนท. บอกว่าทันแน่นอน
  • สรุปไปถึง เครื่องกำลังเทียบเกท มีเครื่องบินออกไปพอดี.. ไปไม่ทัน -*- มีคนเจอแบบเดียวกับผมถึงกว่า 30 คนเลยครับ ทุกคนต้องต่อเครื่องตอนบ่ายกันหมด
  • สภาพตอนนั้นสนามบินฮ่องกงที่คนอย่างเยอะครับ น่าจะค้างกันมาจากเมื่อวาน
  • สายการบินชดเชยให้คูปองอาหารมา 160 ดอลลาร์ฮ่องกง นี่ซื้อได้แค่ข้าวหนึ่งมื้อธรรมดา เลยได้กินแค่ซาโบเต็นธรรมดาๆ แย่จัง ฮือ
  • จากฮ่องกงไปนาริตะเลยถึงช้ากว่าปกติครับ ถึงที่โน่นก็ราวสามทุ่มแล้ว รีบวิ่งออกมาขึ้นรถไฟไปชินจูกุทัน Skyliner เที่ยวสุดท้ายพอดีเลย โชคยังดี ไม่งั้นคงถึงที่พักเลทกว่านี้มาก (Skyliner วิ่งถึงกลางเมืองแค่ 40 นาที ถ้ารถธรรมดาหรือรถบัสก็ชั่วโมงครึ่ง)
  • พอถึงชินจูกุเลยแวะไปกินข้าวหน้าปลาดิบที่ Sushi Zanmai สาขาชินจูกุ ความรู้สึกตอนนั้นคือ อร่อยมากๆๆๆๆๆ (คือหิว และเหนื่อยมาก) แม้จะแอบมองเห็นแมลงสาบหนึ่งตัววิ่งดุ๊กๆ อยู่หน้าร้าน
  • กินเสร็จก็เข้าที่พัก พักกับเพื่อนที่อยู่ในทีมปีนเขาอีกเจ็ดคนครับ แถวชินจูกุเป็นอพาร์ตเมนต์แบบ AirBnB
วันที่สอง 4 ส.ค. 2559 ชินจูกุ ปีนภูเขาไฟฟูจิทางโกเท็มบะ
  • เราตื่นเช้า นั่งรถไฟจากสถานีชินจูกุสาย Odakyu Line ไปลงที่ Shin matsuda แล้วต่อรถไฟที่สถานี JR matsuda ข้างๆ ไปลงที่สถานี JR Gotemba ครับ ที่สถานี Gotemba นี้จะมีแผ่นพับแนะนำทางการปีนฟูจิฟรีให้ด้วยครับ

  • จากสถานี ตอนแรกว่าจะนั่งรถเมล์ไปยังจุดเริ่มปีนภูเขาไฟ คือ Gotemba 5th station ปรากฏไปสาย เลยต้องนั่งแทกซี่ไป
  • พอนั่งแทกซี่ไปถึง ปรากฎตรง Gotemba 5th station ดันไม่มีที่ฝากกระเป๋าอีก (เป็นซุ้มคอนเทนเนอร์เล็กๆ ประมาณสามสี่อัน ผิดกับ 5th station ที่ทางขึ้นอื่นที่มีตึกอยู่) ต้องคุยกับเจ้าหน้าที่แถวนั้นอยู่นาน เลยได้ความว่า ฝากที่ซุ้มไม่ได้ แต่ฝากที่กระท่อมซึ่งต้องขึ้นภูเขาไปอีกประมาณ 500 เมตร
  • ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไงเลยต้องแบกกระเป๋าเดินทางเกือบยี่สิบกิโล ขึ้นภูเขาไฟฟูจิ 500 เมตร (นึกสภาพ.. ทุลักทุเลมากมาย เพราะเป็นทางเดินขึ้นเขาเป็นหินไม่เรียบ) สรุปว่าได้ฝากของ ค่าฝาก 200 เยน ถูกกว่าล็อกเกอร์แต่ขอบอกว่าโคตรจะเหนื่อยและตัดกำลังมากครับ ใครจะไป กรุณาฝากของไว้ที่สถานีรถไฟเลยดีกว่านะครับ
ป้ายแสดงจุดเริ่ม Gotemba Trail

จุดเริ่มปีน (แต่ต้องเข็นกระเป๋าขึ้นฟูจิไปอีกห้าร้อยเมตร)
  • ระหว่างรอฝากของ กินข้าวที่กระท่อมปรากฎ ฝนตกหนัก!!! หนักมากจนนึกว่าจะอดปีนซะแล้ว แต่พอกินข้าวเสร็จฟ้าก็เปิดพอดี \0/
  • ในที่สุดเราก็ได้เริ่มปีนกันตอนบ่ายโมง เย่
สภาพรอบๆ เป็นแบบนี้ครับ
  • หลังจากนั้นเราก็ปีนขึ้นมาฟูจิเรื่อยๆ ตั้งแต่ประมาณบ่ายโมง เดินไปเรื่อยๆ จนถึง 7th station ตอนประมาณหนึ่งทุ่มครับ (กว่าหกชั่วโมงทีเดียวนะ)
บางจุดตอนอากาศดี ฟ้าก็ใส สวยดี

เผลอแป๊บเดียวหมอกก็มา กลายเป็นยังกับอยู่ใน Silent Hill
พอเลย 6th Station มาจะเริ่มอยู่เหนือเมฆแล้ว สวยงามคุ้มค่าความเหนื่อยมากครับ

  • ที่พักเราจองไว้ที่ 7.9th station ที่พักที่นี่เป็นแค่กระท่อมพอให้งีบนอนเท่านั้นครับ พอถึงที่พักนี่อยากจะนั่งมากๆ เลย ปวดขา หิว ระหว่างทางก็ไม่มีร้านอะไรเลยกว่าหกชั่วโมง ไม่สิ แม้แต่คนก็ไม่มี (ทางโกเท็มบะ เป็นทางที่ยากที่สุดในการปีนฟูจิ คนไม่ค่อยนิยมปีนกัน มีการประมาณว่าปีหนึ่งมีคนปีนแค่หมื่นคนเท่านั้น เมื่อเทียบกับทางอื่นที่คนปีนเป็นแสนคน.. แสดงว่าเราเป็นหนึ่งในหมื่นของปีนี้เลยนะ \w/)
สภาพที่พัก Subanashiri-kan นอนหมกๆ กันด้านซ้ายมือครับ

ค่าพัก 7500 เยน รวมอาหารสองมื้อ มื้อเย็นเป็นข้าวแกงกะหรี่เติมไม่อั้นครับ (ผมกินไปสองจาน)
  • แต่วิวตอนที่อยู่ชั้น 7 นี่มันสุดยอดมากครับ เหมือนเราอยู่บนเครื่องบินเลย มีเมฆอยู่ข้างล่างตลอด ตกกลางคืนท้องฟ้าก็มีดาวเยอะมาก เพราะไม่มีแสงอะไรมาเบียดบังแสงดาวเลยครับ เรียกว่าสุดยอดๆๆๆๆๆๆ ชอบ
  • ที่พักมีแค่ห้องน้ำเล็กๆ นะครับ อาบน้ำไม่ได้ ล้างมือได้นิดหน่อย นอนทั้งแบบนั้นแหละ
วันที่สาม 5 ส.ค. 2559 ถึงยอดฟูจิ - ปีนลง - มาดูดอกไม้ไฟคาวากูจิโกะ
  • เราตื่นกันตอนตีสองครับ เพื่อที่จะปีนขึ้นอีกหนึ่งกิโลเมตรให้ถึงยอดฟูจิทันพระอาทิตย์ขึ้นตอนตีสี่
  • ปวดขามาก ณ ตอนนั้น แต่ก็ฝืนปีนจนถึงยอดพอดี
สภาพระหว่างรอพระอาทิตย์ขึ้นจากยอดฟูจิ

  • ในที่สุดก็ถึงยอดทันพระอาทิตย์ขึ้น ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นจากยอดเขาครับ
พระอาทิตย์ขึ้นจากเมฆที่มองเห็นจากยอดภูเขาไฟฟูจิ พอมองเห็นทะเลสาบอยู่ไกลๆ ครับ
  • ผมกินราเม็งถ้วยนิดหนึ่งตอนเช้า เพราะมันหนาวมากข้างบน (น่าจะราวๆ 4-5 องศา) ก่อนที่จะลงมากินข้าวเช้าที่ที่พักนิดหน่อยครับ
  • แล้วเราก็ปีนลงครับ ช่วงขาลงทางโกเท็มบะจะเป็นทรายภูเขาไฟ เหยียบแล้วมันจะยวบๆ คล้ายเหยียบลงบนทราย ทำให้เราสามารถวิ่งลงเขาได้ (Great Sand Run) แต่ขอบอกว่า เมื่อยขามากครับ ณ จุดนั้น

  • แต่แล้วก็พาตัวเองลงมาได้จากยอด 9 โมงถึงตีนเขาที่ฝากของตอนบ่ายโมงครับ ขาที่แพลงๆ ตั้งแต่ตอนอยู่เมืองไทย ก็กำเริบ 555
  • หลังจากนั้นเราก็นั่งแทกซี่กลับมาสถานีรถไฟโกเท็มบะเหมือนเดิมครับ
  • เราจองที่พักไว้ที่แถวทะเลสาบคาวากูจิโกะครับ เลยนั่งรถบัสจากโกเท็มบะมาคาวากูจิโกะ ไกลเหมือนกันเพราะบัสจอดบ่อย แล้วมันอยู่ฟากตรงข้ามฟูจิเมื่อเทียบกับโกเท็มบะ (จริงๆ จากทางคาวากูจิโกะก็ขึ้นฟูจิได้นะ ง่ายกว่าด้วย แต่เราไม่ได้ขึ้นเพราะเพื่อนอยากลองความฟิต)
  • มาถึงโรงแรมปรากฎข้างโรงแรมจัดงานดอกไม้ไฟพอดีเลยครับ โชคดีมากๆ ได้ดูงานดอกไม้ไฟจากห้องนอนเลย

  • วันนั้นหลับเป็นตาย 555
วันที่สี่ 6 ส.ค. 2559 ฟูจิคิวไฮแลนด์
  • ตื่นตอนเช้า ผมออกไปเดินแถวๆ ทะเลสาบครับ ได้เห็นฟูจิจากตรงทะเลสาบด้วย โชคดีจริงๆ (เป็นครั้งแรกที่เห็นฟูจิจากคาวากูจิโกะ ทั้งที่ไปมาแล้วสามครั้ง)
  • เพื่อนๆ ที่มาด้วยกันอยากจะเล่นเครื่องเล่นที่สวนสนุกฟูจิคิวไฮแลนด์ครับ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคาวากูจิโกะ
  • เรานั่งรถไฟมาหนึ่งป้ายจากคาวากูจิโกะ แล้วซื้อตํ่วเข้าฟูจิคิวไฮแลนด์ 1500 เยน บางคนก็ซื้อตั๋วเหมาขึ้นรอบได้ไม่จำกัดครับ แต่ตอนนั้นผมปวดขา 555 เลยขึ้นแค่อย่างเดียวคือ Dodonpa (ドドンパ) เป็นรถไฟเหาะที่เร็วที่สุดในโลก (เริ่มจาก 0 ไป 170 km/h ในสองวินาที) คือมันเร็วมากๆ เลยครับ มีโค้งขึ้นลง 90 องศาอันเดียว เสียวได้แป๊บๆ ต้องลงแล้ว 55555
โค้งอันเดียวของรถไฟเหาะ Dodonpa
  • กินข้าวที่ฟูจิคิวไฮแลนด์ เป็นเบอร์เกอร์ธรรมดาๆ ครับ
  • จากฟูจิคิวไฮแลนด์ เรานั่งรถไฟ Rapid Holiday Fujisan ตรงมายังชินจูกุครับ (ขบวนนี้ไม่ต้องต่อรถครับ ตรงดิ่งมาเลย)

  • เข้าที่พักที่ชินจูกุ
  • ไปกินซูชิที่ร้าน ซูชิมิโดริ อีกแล้ว แต่ครั้งนี้เราไปกันที่สาขา Original คือที่ Umegaoka ครับ รอคิวหนึ่งชั่วโมง!! นานมากกกก


วันที่ห้า 7 ส.ค. 2559 ชินจูกุ - กลับบ้าน
  • ตื่นตอนเช้าประมาณเก้าโมงครับ เนื่องจากผมแยกจากคนอื่น (มา Hong Kong Airlines อยู่คนเดียว คนอื่นนั่งแอร์เอเชียไฟลท์เย็น) ผมเลยออกจากที่พักก่อนเขาครับ
  • ไปเดินช็อปปิ้งแถวชินจูกุ ตอนแรกว่าจะฝากของแล้วไปเดินเล่น ปรากฎล็อกเกอร์เต็ม!!!
  • สรุปเลยต้องเข็นกระเป๋าไปเดินช็อปปิ้ง
  • ผมเดินไปดูสวนที่มีรูปปั้นเพนกวิ้นที่เปิดใหม่ที่สถานีชินจูกุครับ โดยรูปปั้นเพนกวิ้นนี้เป้นมาสคอตของ JR East ครับ (เพนกวิ้น Suica) รูปปั้นอยู่ด้านทิศใต้ของสถานีที่เพิ่งเปิดใหม่เมื่อเดือนที่แล้วน่ะครับ

  • หลังจากนั้นก็ลากกระเป๋าไปช็อปต่อที่ Tokyu Hands ได้ปากกามาใช้ครับ
  • แล้วก็ไปเดินเล่นซื้อเสื้อผ้าที่ Uniqlo สาขา Takashimaya Shinjuku ได้เสื้อลดราคามาสี่ห้าตัวครับ กับดูวิวในห้องน้ำ วิวสวยดี 555
วิวจากห้องน้ำห้าง Takashimaya Shinjuku
  • แล้วก็ซื้อของกินไปกินบนรถไฟ ผมกลับโดยใช้ JR Yamanote จากชินจูกุไปลง Nippori แล้วนั่ง Skyliner กลับนาริตะครับ นั่งกินข้าวหน้าไข่แซลม่อนเพลินๆ

  • ไฟลท์ขากลับไม่ดีเลย์เลยครับ ตรงเวลามากๆ ได้เห็นฟูจิซังจากบนเครื่องอีกด้วย

  • กลับมาถึงบ้านที่ กทม. ตอนเที่ยงคื่น หากล้องไม่เจอ!!!! สรุปลืมกล้องไว้บน Skyliner ต้องให้เพื่อนไปเอาครับ (ซึ่งมีคนเก็บไว้ให้ด้วย \0/ ดีใจสุดๆ แต่กว่าเพื่อนจะกลับไทยคงอีกสักพัก 555) รูปทั้งหมดในบล็อกตอนนี้เลยมาจากไอโฟนทั้งหมดเลยครับ
ก็เป็นอันจบทริปนี้ครับ ทริปนี้ลุยสุดๆ ในชีวิตเลยครับ ปวดขามากกกกกกกกกกกกกกกก จนไม่รู้จะบรรยายยังไงออกมาแล้วครับ (ตอนนี้ยังคงกินยาแก้ปวดตลอด) แต่ก็คงเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้พิชิตภูเขาไฟฟูจิครับผม

Leave a Reply

ช่วยแสดงความคิดเห็นด้วยครับ

Please leave a comment.

Profile

My photo

An Ear, Nose, and Throat (ENT) surgeon, an epidemiologist, and just a guy who loves technology.
(c) Copyright 2015 Pawin Numthavaj. Powered by Blogger.