ไปญี่ปุ่นกับครอบครัว (1) บิน A380 ไปกินซูชิมิโดริ, ขึ้น Mori Tower

เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นกับพ่อ แม่และน้องมาครับ

ปกติที่บ้านจะไม่ค่อยได้ไปต่างประเทศเท่าไหร่ครับ เนื่องจากมักจะไปบ้านคุณตาคุณยายที่อยู่ภาคใต้มากกว่า เลยถือว่าไปเที่ยวเลย ครั้งสุดท้ายที่ไปต่างประเทศก็คงจะเป็นตอนไปสิงคโปร์เมื่อสมัยผมอยู่ม. ต้นอะไรทำนองนั้น (จริงๆ ที่บ้านเขาก็ไปพม่า เขมร มัลดีฟ อะไรทำนองนี้อยู่ช่วงผมเรียนมหาวิทยาลัย แต่ผมก็ยุ่งเสียจนไม่สามารถไปร่วมวงได้) ก็นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่ไปต่างประเทศกับที่บ้านก็ได้มั้ง

ที่เลือกไปญี่ปุ่นในครั้งนี้เพราะคุณแม่ต้องไปประชุมอยู่แล้วที่ญี่ปุ่น เลยให้คุณแม่ถือโอกาสอยู่ต่อ ส่วนผม พ่อและน้องก็ไปเจอคุณแม่เอาหลังจากเลิกประชุมครับ

ความโชคดีครั้้งนี้คือช่วงนี้มีตั๋วโปรโมชั่นของการบินไทยพอดี บินไปกลับญี่ปุ่นก็แค่ 17,000 ทำให้ที่บ้านตัดสินใจว่าจะไปกัน นอกจากนี้ตั๋วการบินไทยยังไปลงที่หนึ่งแล้วออกมาจากอีกที่ก็ได้ เลยเลือกไปลงที่สนามบินนาริตะ และกลับจากสนามบินคันไซครับ

ไฟลท์ที่บินไปนาริตะของการบินไทยมีสองไฟลท์ คือไฟลท์ดึกที่เวลาดีกว่า (ออกดึก ถึงเช้า เที่ยวได้เลย) กับไฟลท์เช้าที่บินเช้าถึงเย็น แต่เนื่องด้วยไฟลท์เช้าใช้เครื่อง Airbus A380 ที่ไม่เคยนั่ง ก็เลยอยากลองนั่ง A380 ดูครับ

มาซะเช้าเลย สุวรรณภูมิค่อนข้างเงียบครับ

ไฟลท์ออกประมาณเจ็ดโมงเช้าครับ ออกจากเกท C7 แน่นอนว่าครั้งนี้ผมก็ไปนั่งเลาจ์ King Power (ที่เข้าฟรีเพราะใช้บัตรเครดิต SCB Kingpower) รอเหมือนเดิม

เกทนี้แหละ TG 676

เครื่องบินลำใหญ่ดี ตอนขึ้นแบ่งเป็นข้างหน้ากับข้างหลังด้วย มีชั้นสอง แต่ผมนั่งชั้นล่างครับ



ข้อดีของ A380 การบินไทยนี่คือมีกล้องติดอยู่ตรงท้ายลำ ทำให้เห็นวิวว่าเครื่องบินกำลังบินอยู่ยังไง ซึ่งผมว่าทดแทนการที่ไม่ได้นั่งข้างหน้าต่างได้ดีทีเดียวครับ เสียแต่ว่าคุณภาพของภาพยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (อารมณ์ประมาณทีวีความละเอียดปกติ) ถ้าเป็นภาพแบบ HD ผมว่าน่าจะดีกว่านี้อีก



ผมนั่งริมหน้าต่าง ผู้หญิงคนข้างหน้าเอาตุ๊กตาหมีสีชมพูลาย Polka Dot ขึ้นเครื่องด้วย!!!



อาหารที่เสริฟบนเครื่องเป็นแบบนี้ครับ ผมเลือกอาหารทะเลมาตั้งแต่ตอนจอง ได้ออกมาเป็นอาหารทะเลย่างๆ ก็อร่อยดี


ตอนไปถึงก็จอดที่ Terminal 1 ครับ ละแวกเดียวกับ ANA เลยมีเครื่องของ ANA เยอะมากๆ

เครื่อง ANA ทั้งนั้น
อยากลองนั่ง 787 อีกอัน ยังไม่เคยนั่งเลย
ห้องน้ำสนามบินญี่ปุ่น ก็ยังมีโถแบบญี่ปุ่น (แบบในการ์ตูน) นะ


การเที่ยวครั้งนี้ผมเลือกไปโตเกียวก่อนสามวัน แล้วค่อยไปเที่ยวย่านคันไซ (เกียวโต และโอซาก้า) ในอีกสามวันที่เหลือครับ เนื่องจากพ่อและน้องยังไม่เคยมาเที่ยวที่โตเกียว เลยวางแผนว่าจะพาไปดูบรรยากาศเมืองก่อน รวมถึงไปดูฟูจิที่คาวากูจิโกะ (ที่ผมเพิ่งไปมากับเพื่อน) และผมเองก็อยากลองไปสวน Hitachi Seaside Park ที่เริ่มจะฮิตๆ กันในหมู่คนไทยด้วย

เนื่องจากเรามีออกนอกเมืองกัน ก็เลยวางแผนจะซื้อตั๋ว Kanto Area Pass ของ JR East ที่สามารถไปคาวากูจิโกะ และ Hitachi Seaside Park ที่อยู่จังหวัด Ibaraki (อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโตเกียว) โดยพาสนี้ครอบคลุมทั้งสองอย่างนี้ครับ จริงๆ แอบเสียดาย เพราะอยู่ไม่นาน อดนั่งชิงกันเซ็นสายสั้นๆ เล่น แต่ไปกลับ Ibaraki อย่างเดียวนี่ก็คุ้มค่า Pass แล้วครับ เพราะค่อนข้างไกล

เมื่อใช้ Kanto Area Pass ผมก็เลยเลือกที่จะนั่งรถไฟเข้าเมืองด้วย JR Narita Express เพราะไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม แล้วก็ลงที่สถานี Tokyo ต่อรถใต้ดินเข้าโรงแรมไม่นานด้วย ใครจะซื้อตั๋วที่ Terminal 1 ให้ลงมาที่ใต้ดินแถวหน้าสถานีรถไฟ จะมีห้องขายตั๋ว JR East Information Center อยู่ครับ (คนละที่กับเค้าน์เตอร์สถานีนะครับ แต่ใกล้ๆ กันเลย) เนื่องจากผมคิดว่าเราจะนั่งรถไฟใต้ดินกันบ่อยด้วย ก็เลยซื้อตั๋วสามวันของ Tokyo Subway อีกอย่าง (ราคา 1,500 เยนสำหรับนักท่องเที่ยว นั่งใต้ดินได้ทุกสาย) คราวนี้เลยสะดวกเลยจะนั่ง JR หรือ Metro ไปไหนมาไหนก็สบายไม่ต้องคิดมากครับ


รถไฟเชื่อมระหว่างนาริตะกับโตเกียวจะมีสองเจ้า คือของ JR กับของ Keisei ครับ สำหรับของ JR ชื่อว่า Narita Express ซึ่งจะไปยังสถานี Tokyo ก่อน หลังจากนั้นจะวนไปส่งต่อที่สถานีอื่นๆ ของ JR โดยมีทั้งที่ไปด้านเหนือของเมือง (อย่าง Omiya) ด้านใต้ (อย่าง Yokohama) และไปด้านตะวันตก (Shibuya, Shinjuku, และบางขบวนวิ่งยาวไปจนถึง Kawaguchiko ก็ยังมี) 

ส่วนอีกเจ้า Keisei ซึ่งมีรถด่วน Skyliner จะวิ่งไปแถวตะวันออกเฉียงเหนือของโตเกียวคือ Nippori และ Ueno ครับ จริงๆ Keisei Skyliner นี่วิ่งเร็วกว่า เพราะสร้างรางเชื่อมเป็นเส้นตรง (เป็นรางส่วนตัวของ Keisei) และรถก็วิ่งด้วยความเร็วสูงกว่า (160 km/hr เทียบกับ Narita Express 130 km/hr) แต่ข้อเสียคือมันสุดที่ Ueno ถ้าไปจุดอื่นผมว่า Narita Express ก็ยังสะดวกกว่าครับ

อย่างขบวนนี้ไป Tokyo ก่อนแล้วค่อยวนไป Shibuya, Shinjuku, Omiya
รถไฟญี่ปุ่นมี AED อยู่บนรถด้วยละ

หลังจากถึงสถานี Tokyo แล้วผมก็ต่อรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line (สายสีแดงตัว M) มายังสถานี Akasaka-Mitsuke ที่โรงแรมครับ


ครั้งนี้ผมพักที่ Centurion Hotel Residential Akasaka ที่เลือกที่นี่เพราะอยู่ย่านเดิมที่เคยมาแล้ว (คิดว่าจะได้ไม่หลง) นอกจากนี้โรงแรมยังมีห้องแบบ Family คือแยกเป็นห้องย่อยอีกสองห้อง ให้พ่อแม่นอน แยกกับผมและน้อง และยังมีห้องนั่งเล่น กว้างหน่อยจะได้สบาย ไม่เหมือนโรงแรมญี่ปุ่นทั่วไปที่ค่อนข้างแคบ

หลังจากเช็คอินแล้วก็พบว่าเย็นพอดี (ไฟลท์ถึงสี่โมง กว่าจะนั่งมาโตเกียวก็หกโมงแล้ว) ก็เลยวางแผนว่าวันแรกจะไปแค่กินซูชิ กับไปเดินย่าน Roppongi ที่ไม่ไกลมากเล็กน้อยครับ

มื้อแรกของโตเกียวครั้งนี้เลือกไปกินซูชิที่ร้าน Sushi Midori สาขา Akasaka ครับ ซึ่งอยู่ในย่าน Akasaka Sacas เป็นสาขาที่ไม่ค่อยมีคนไทยไปเท่าไหร่ คิวก็ไม่นานด้วย (คนไทยส่วนใหญ่ไปกินสาขาชิบูย่า กับสาขากินซ่ากัน ได้ข่าวว่าสาขาอื่นรอเป็นชั่วโมง สาขานี้รอประมาณ 30 นาทีก็ได้นั่งโต๊ะ) อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีคนไทยมาพักย่านนี้ด้วยมั้ง เพราะผมไปมาสองทีก็ไม่ได้ยินภาษาไทยจากคนที่อยู่ย่านนี้เลยแฮะ ร้านอยู่ชั้น 2 ของ Akasaka Biz Towerครับ คราวที่แล้วก็มากินที่นี่

ความสนุกของการกินซูชิมื้อนี้คือกินท่ามกลางคนญี่ปุ่นล้วนๆ ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษเลยครับ ตั้งแต่นั่งรอคิว ให้กดคิวเองก็เป็นภาษาญี่ปุ่น (กดมั่วๆ ตามเขาไป) เวลาเรียกคิวก็เรียกเป็นตัวเลขภาษาญี่ปุ่น (ต้องลำบากโทรไปถามเพื่อนว่าเลขคิวนี้อ่านว่ายังไงอีก) แต่ในที่สุดก็ได้กินไม่มีปัญหาอะไรครับ

ซูชิร้านนี้ไม่แพงครับ อร่อยด้วย ในชุดก่อนอื่นเลยเขาจะเอาชากับไข่ตุ๋นมาเสริฟให้ทานก่อนครับ


หลังจากนั้นเป็นสลัดมันปู อร่อยโฮก


อันนี้สั่งเพิ่ม ชิราโกะ รสชาติมันๆ กินกับซอสพอนสึเปรี้ยวๆ อร่อยสุดๆ (กินหมดแล้วค่อยบอกน้องว่ามันคือท่อนำอสุจิของปลา แต่น้องก็ไม่อ้วกนะ)

โรลปลาไหลของพ่อ (พ่อไม่กินปลาดิบครับ)
สลัดปลาดิบรวม

แล้วในที่สุดจานหลักที่เป็นเซ็ตก็มาครับ แน่นอนว่าผมเลือกสั่งเซ็ตใหญ่สุดเหมือนเดิม (มาทั้งทีขอจัดเต็ม) ราคา 3,000 เยน เป็นเงินไทยก็พันนึง คุ้มมากเพราะมีหมดเลย โอโทโร่ ชูโทโร่ กุ้ง ปู ปลาไหล หอย ไข่หวาน ทั้งยังมีสลัด ซุป ไข่ตุ๋นอีก

ชูโทโร่กับไข่ปลาซาลมอน (ที่ในที่สุดเหลือชิ้นนึงเพราะกินไม่หมด เสียดายโคตร)
โอโทโร่ ใครชอบน่าจะฟิน แต่ผมไม่ค่อยชอบแหะ ผมไม่ชอบอะไรที่มันมันๆ ง่ะ
หอยเม่น กินแล้วเข้าใจเลยว่าคำว่าหวาน กับไม่คาว มันเป็นยังไง

ปูครับ
 ครั้งนี้สั่งเกินมาหนึ่งชุด (น้องคิดว่าชุดใหญ่จะกินไม่พอ ก็เลยสั่งมาซะเยอะ) กินไม่หมดครับ แหะๆ ไม่มีบริการห่อกลับบ้านเสียด้วย ใครจะมากินผมแนะนำชุดเดียวอิ่มครับ ไม่ต้องเพิ่ม เดี๋ยวจะกินไม่หมด อ้อ ผมเพิ่งสังเกตอีกอย่างว่าไม่มีแซลมอนในเซ็ตแฮะ

ต่อจากนั้นเราก็เดินกันไปที่ Roppongi Hills เพื่อไปขึ้น Mori Tower ครับ

ป้ายรถเมล์ที่ญี่ปุ่น บอกทางได้ดีมาก แต่ไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษ

วิวที่ Roppongi Hills Mori Tower ก็สวยดีครับ ข้อดีคือเห็นมุม Tokyo Tower ด้วย ค่าขึ้นพันห้าร้อยเยน แต่ผมว่ามุมที่ Tokyo Sky Tree สวยและสูงกว่า ราคาก็พอๆ กันครับ แต่ใครอยู่ย่านนี้ก็ลองมาขึ้นได้ครับ ไม่ค่อยมีคิว


เสร็จแล้วเราก็นั่งรถไฟกลับโรงแรมกัน ก่อนเข้าโรงแรมก็แวะ Family Mart นิดหน่อย

Grape Tea อันนี้ก็อร่อยดี
กาแฟมีให้เลือกอย่างเยอะ

พอเสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรมนอนครับ เป็นอันว่าจบวันแรกครับ

One response to “ไปญี่ปุ่นกับครอบครัว (1) บิน A380 ไปกินซูชิมิโดริ, ขึ้น Mori Tower

  1. ใครละจะตอบคำถามนี้ให้กับคุณ
    อยากรวยทำไง? 💲💲 http://newlifee.com/?p=71 💲💲
    ถ้ายังไม่รู้คำตอบ
    คุณพร้อมแลกคำตอบกับอะไรละ
    ติดตาม ด่วน ทางแหกคุกมนุษย์เงินเดือน

Leave a Reply

ช่วยแสดงความคิดเห็นด้วยครับ

Please leave a comment.

Profile

My photo

An Ear, Nose, and Throat (ENT) surgeon, an epidemiologist, and just a guy who loves technology.
(c) Copyright 2015 Pawin Numthavaj. Powered by Blogger.