สรุปทริป ญี่ปุ่น กันยายน 2557

ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาอีกแล้วครับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คราวนี้ผมไปกับครอบครัว (พ่อ แม่ และน้องครับ) เป็นครั้งที่สองที่ไปที่ญี่ปุ่น ไปเองเหมือนเดิมครับไม่ได้ไปกับทัวร์ นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ได้ไปเกียวโตกับโอซาก้า (ลงการบินไทยที่นาริตะ พักสามคืน และนั่งชิงกันเซ็นไปเกียวโต แล้วกลับจากสนามบินที่คันไซเลยครับ) ขอสรุปไว้ก่อน รูปถ่ายมาเยอะยังไม่ได้ดูเลยครับ

วันแรก: สุวรรณภูมิ - โตเกียว - Midori Sushi

  • ออกจากสุวรรณภูมิ 7 โมง โดยการบินไทย เที่ยวบิน TG 676 เป็นเครื่อง Airbus A380 เครื่องใหญ่ด้วย นั่งสบายดี กว้างกว่าเครื่องเล็ก
  • ถึงที่โน่นบ่ายสามโมง
  • ผ่าน Immigration คราวนี้เร็วกว่าครั้งที่แล้ว คิวสั้น (คงเพราะว่าไฟลท์ที่ลงตอนบ่ายไม่ค่อยมี) ครึ่งชั่วโมงก็ออกมาแล้ว
  • ซื้อ JR Kanto Area Pass เหมือนเดิม แต่แอบไม่คุ้มเท่าครั้งที่แล้วเพราะไม่ได้ใช้นั่งชิงกันเซ็น (8300 เยน)
  • ซื้อ Tokyo Subway 3 day Pass เพิ่ม (1500 เยน)
  • เนื่องจากทริปนี้ไปกับที่บ้าน เลยขี้เกียจว่าจะต้องมานั่งขึ้นรถไฟอ้อมไปมา เลยซื้อพาสให้มันใช้ได้เกือบทุกรถไฟในเมืองเลย ซึ่งก็สะดวกดีครับ
  • ออกจากสนามบินมาโตเกียวด้วย Narita Express ต่อ Subway (ใช้พาสทั้งคู่วันแรกเลย)
  • พักที่ Centurion Hotel Residential Akasaka ละแวกเดียวกับที่พักเดิมเลย เนื่องจากคุ้นแถวนี้แล้ว ไม่หลงแน่ๆ
  • ออกมากินข้าวที่ Sushi Midori สาขา Akasaka อีกแล้ว กินจนเหลือเพราะน้องสั่งเกินมาชุดนึง ไม่มีบริการห่อกลับ แต่ก็ไม่แพงมาก สามคน 9000 เยน
  • เดินไป Roppongi Hills Mori Tower เพื่อชมวิวจากบนยอด
  • นั่งรถไฟกลับโรงแรม นอน
วันที่สอง: Fuji Kawaguchiko - Shinjuku
  • ออกเดินทางไปฟูจิ โดยไปขึ้นรถไฟที่ Shinjuku (จากที่พัก นั่ง Chiyoda Line ไป Harajuku แล้วนั่ง Yamanote ไป Shinjuku)
  • นั่งรถไฟ Limited Express Kaiji ไปลง Otsuki แล้วต่อ Fujikyo Kawaguchiko Line ไปลง Kawaguchiko ได้นั่งคันใหม่กว่าครั้งที่แล้วด้วย ลายสวยดี
  • เดินจากสถานี Kawaguchiko ไปขึ้น Ropeway ดูวิว
  • เดินกลับสถานี
  • นั่งรถไฟกลับมา Shinjuku
  • เดินเล่นแถว Shinjuku แยกกันเดินกับที่บ้าน ผมไปเดิน LABI ห้างขายเครื่องใช้ไฟฟ้า แล้วนัดเจอที่แมคโดนัลด์
  • กินข้าวเย็นที่ Tonkatsu Wako SUBNADE Shinjuku 
  • กลับมานอน
วันที่สาม: Hitachi Seaside Park - สถานีโตเกียว - Tokyo Imperial Palace - Tokyo Sky Tree - Akihabara
  • ออกเดินทางไฟ Hitachi Seaside Park ด้วยการนั่งรถใต้ดินไป Ueno Station รถไฟใต้ดินคนแน่นมากๆ ช่วงแถวๆ ที่พักเพราะว่าเป็นวันทำงาน
  • ขึ้น Limited Express Super Hitachi ไปลงสุดทางตรง Katsura
  • นั่งรถบัสไปลงที่ Hitachi Seaside Park แต่ลงผิด ลงก่อนไปสองป้าย ต้องเดินต่อ
  • ถึงสวนแล้วก็นั่งรถชมสวน เพราะตอนนั้นฝนตก+รีบๆ
  • ถ่ายรูปชมสวน แล้วก็นั่งรถบัสกลับสถานี Katsura แต่ว่ามาไม่ทันเพราะรถเมล์มาสาย (ฝนตกด้วยมั้ง) เลยได้ใช้อภิสิทธิ์ของ Kanto Area Pass จองรอบถัดมาอีกครึ่ง ชม.ฟรี
  • นั่งกลับมา Ueno และนั่งสาย Yamanote มาลง Tokyo
  • เจอแจนที่ Tokyo Station ตรงห้าง Daimaru
  • ไปซื้อตั๋วชิงกันเซ็นที่จะใช้เดินทางในวันต่อมา
  • ออกมาถ่ายรูปแถวๆ สถานีที่ได้รับการบูรณะใหม่ และเดินชมมาจนถึงสวนรอบ Tokyo Imperial Palace ดูสะพานรูปแว่นตา (Meganebashi)
  • นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Oshiage
  • ไปขึ้น Tokyo Sky Tree ชมวิวจากข้างบน สูงมาก
  • นั่งรถไฟใต้ดินไปลง Akihabara เนื่องจากน้องจะไปซื้อของแถวนั้น
  • กินข้าวแถว Akihabara
  • นั่งรถไฟใต้ดินกลับที่พัก ส่งพ่อแม่แล้วผมก็นั่งรถไฟไปสักการะ Apple Store สาขา Omotesando แล้วก็กลับ
วันที่สี่: โตเกียว - เกียวโต - Arashiyama

  • นั่งรถใต้ดินไป Tokyo Station
  • ขึ้นชิงกันเซ็น Nozomi Super Express ที่เร็วที่สุดจากโตเกียว ไปยังเกียวโต มาขึ้นเกือบจะไม่ทันเพราะลากกระเป๋ากันนาน
  • นั่งชิงกันเซ็นใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง จากโตเกียว ถึงเกียวโต
  • ซื้อ Kansai Thru Pass ใช้เดินทางที่สถานีรถบัสของเกียวโต
  • นั่ง Subway จากสถานีเกียวโต มาลงสถานี Karasuma เปลี่ยนเป็นรถไฟ Hankyu Kyoto Line มาลงสถานี Omiya
  • เช็คอินที่พัก (Village Kyoto)
  • นั่งรถไฟจาก Omiya ไปกินข้าวเที่ยงแถวหลังห้าง Daimaru Kyoto (หนึ่งสถานี)
  • นั่งรถราง Randen จาก Omiya ไปลง Arashiyama
  • เที่ยวที่วัด Tenryuji ใน Arashiyama สวนสวยดีๆ
  • เดินออกมาชมป่าไผ่แถวหลังวัด Tenryuji
  • เดินมาดูสะพาน Arashiyama พระอาทิตย์ตกดินพอดี
  • กินข้าวที่ร้านข้าวหน้าปลาไหลที่แจนแนะนำ อร่อย
  • เดินทางกลับโดยรถไฟจาก Arashiyama มาลงสถานี Karasuma
  • ช็อปปิ้งที่ Daimaru Kyoto
  • เดินชมวิวกลางคืนแถวนั้น แล้วก็เดินมาข้างๆ แม่น้ำ
  • กลับโรงแรม นอน
วันที่ห้า: เกียวโต Kiyomizu Daira - Fishimi Inari - Osaka Floating Market Observatory - Dotonbori
  • นั่งรถไฟจาก Omiya ไปเปลี่ยนที่สถานี Kawaramachi แล้วไปเปลี่ยนสาย Keihan ไปลง Kiyomizu-Gojo เพื่อไปวัด Kiyomizu Daira
  • ถ่ายรูปที่วัด Kiyomizu ที่เป็นวัดไม้ ขนาดใหญ่
  • นั่งแทกซี่กลับมากินข้าวกลางวัน เพราะเริ่มขี้เกียจเดินและอยากประหยัดเวลา จริงๆ ว่าจะกินข้าวแถวที่อื่น แต่แบตเตอรี่กล้องผมดันหมด แล้วก็ลืมแบตเสริมไว้ที่โรงแรม เลยต้องกลับมาเอาที่โรงแรม
  • กินร้านข้าวหน้าปลาไหล แถว Nishiki Market อร่อยมาก
  • นั่ง Keihan ไปลงที่ Fushimi Inari
  • เยี่ยมชม Fushimi Inari Shrine ทางเดินที่มีเสาโทริอิแดงๆ เรียงกันเยอะๆ
  • ที่บ้านอยากไปกินข้าวที่โอซาก้า เลยนั่งรถไฟกลับมาที่ Kawaramachi แล้วเปลี่ยนเป็น Hankyu Kyoto Line ไปลงที่ Umeda (Osaka)
  • ขึ้นดู Floating Market Observatory
  • นั่งแทกซี่จาก Floating Market Observatory ไปลงที่ Dotonbori Street
  • กินปูที่่ร้านขายปูแถว Dotonbori Street ไม่ได้กินร้านที่เขาฮิตกัน เพราะคนเยอะมาก แต่ก็กินร้านข้างๆ ที่ขายปูเหมือนกัน อร่อยดี
  • นั่ง Subway กลับสถานี Umeda แล้วก็นั่ง Hankyu Kyoto Line กลับมาลงที่เกียวโต
  • ถึงโรงแรม ผมไปแวะซูเปอร์แถวโรงแรม ซื้อของฝาก
  • นอน
วันที่หก: โอซาก้า - ปราสาทโอซาก้า - Nanba - สุวรรณภูมิ
  • เช็คเอาท์จากโรงแรมประมาณสิบโมง
  • นั่งรถไฟ Hankyu Kyoto Line ย้อนกลับมาที่สถานี Kawaramachi เพื่อจะขึ้น Limited Express ไปลงสถานี Umeda (Osaka) ที่เลือกนั่งย้อนเพราะคนเยอะ และมีของด้วยเลยกลัวไม่มีที่นั่ง ซึ่งก็เกือบไม่มีที่นั่งจริงๆ
  • มาถึง Osaka นั่งรถใต้ดินมายัง Nanba
  • ตอนแรกว่าจะฝากของไว้ที่สถานี แต่ที่บ้านกลัวว่าตอนเย็นจะของเยอะและขี้เกียจแบก เลยจะไปฝากไว้ตรง Airport เลยนั่ง Nankai Airport Express แบบธรรมดาเอาของไปฝากไว้ที่สนามบิน
  • พอถึงสนามบิน จะนั่งรถไฟกลับ ปรากฎว่ารอบรอนาน เลยลองขึ้นรถไฟ Limited Express Rap;t (เพิ่มคนละประมาณ 500 เยน) พบว่านั่งกลับมาสบายมากๆ ขบวนรถไฟก็สวยด้วย
  • นั่งรถใต้ดินจาก Nanba ไปลงสถานี Tanimachi-yonchome เพื่อไปขึ้นปราสาทโอซาก้า
  • เที่ยวชมปราสาทโอซาก้า ได้ขึ้นไปดูวิว ลมแรง แต่วิวดี ฟ้าใส
  • นั่งรถใต้ดินกลับมา Nanba กินเนื้อมัตซึซากะที่ร้าน Matsusakagyu Yakiniku M เนื้ออร่อยโคตร มันละลายในปากจริงๆ
  • เดินมาช็อปปิ้งที่ซูเปอร์ของห้าง Takashiyama ซื้อขนมของฝาก
  • นั่งรถไฟ Limited Express Rap;t กลับสนามบินคันไซ
  • เช็คอินการบินไทย คิวยาวมากๆๆๆๆ
  • อาบน้ำที่ KIX Airport Lounge เพราะเป็นไฟลท์ดึก เลยยอมเสียเงินอาบน้ำให้สบายก่อนขึ้นเครื่อง ซึ่งก็สบายดี แต่ห้องอาบน้ำไม่ได้หรูเหมือนที่โรงแรม แต่ก็สะอาดอยู่
  • นั่งเครื่องบินกลับกรุงเทพ ออกตอนเที่ยงคืนที่โอซาก้า ถึงสุวรรณภูมิตีสี่ บินเครื่อง A330 ลำเล็กธรรมดา ที่แคบกว่าเดิมหน่อย เป็นอันจบทริปครับ
ทริปนี้ไปกับคุณพ่อคุณแม่ อายุหกสิบเลยอาจจะไม่ได้เที่ยววิ่งไปวิ่งมามากเท่าครั้งที่แล้ว แต่พอดูไปดูมาก็ถือว่าเยอะเหมือนกันแฮะ เอาที่บ้านไปขาลากเล่น 555

เกม 2048

เมื่อวันก่อนผมอ่านผ่านๆ มีคนแนะนำเกม 2048 ครับ พอดีเมื่อวานกลางคืนได้ลองเล่นดู ปรากฎว่าติดเลย และดูน่าสนใจในแง่ของคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ เลยว่าจะเขียนบล็อกถึงครับ

เกม 2048 นี้สามารถเข้าเล่นได้จากต้นฉบับที่ Github เกมนี้คนเขียนคือ Gabriele Cirulli ซึ่งเป็น Web designer ที่อายุแค่ 20 ปีครับ เขาได้ไอเดียมาจากเกม Threes อีกทีนึงครับ ใครใช้ iOS ก็มีแอพให้โหลดใน App Store ด้วยส่วน Android ก็มีใน Google Play เหมือนกัน (แต่ทั้งสองอันนี้ไม่ใช่ คนเขียนคนเดียวกับบนเว็บนะครับ แต่เป็นแบบเดียวกันเลย)



ประสบการณ์เรียนคอร์สออนไลน์แบบ Signature Track

คราวที่แล้วผมลงเรียนคอร์สออนไลน์ของ Coursera ครับ (ดูบล็อกเก่า) แต่บังเอิญว่าช่วงที่ผ่านมามีคอร์สที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่พอดี เลยขอลองลงคอร์สแบบเสียเงินดูครับ

ค่าใช้จ่ายสำหรับคอร์สแบบเสียเงิน หรือที่เรียกว่า Signature Track ก็ไม่แพงเท่าไหร่ครับ ราคาประมาณ 50 USD (ไม่แพงเมื่อเทียบกับคอร์สจริงน่ะนะ) ซึ่งสิ่งที่จะได้รับคือจะมีการยืนยันตัวตนทุกครั้ง ว่าเราทำการเรียนคอร์สนี้จริง และได้ใบประกาศที่มีการยืนยันตัวตนจากสถาบันที่สอนครับ

คอร์สแบบ Signature Track นี้ไม่ได้เปิดทุกคอร์สของ Coursera ครับ มีแค่บางอันเท่านั้นครับ โดยมักจะเริ่มเปิดให้ลงแบบ Signature Tack เป็นออปชั่นเสริมในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกของคอร์สครับ (หมายความว่าถ้าเรียนจนจบแล้วอยากสมัครทีหลังไม่ได้นะ ต้องตั้งใจลงแบบ Signature Track ตั้งแต่ตอนแรกและตั้งใจเรียน)

สรุปทริป ญี่ปุ่น มีนาคม 2557

ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ ไปคืนวันอังคาร ถึงที่โน่นวันพุธ แล้วก็กลับวันอาทิตย์ตอนเย็น ถึงเที่ยงคืนวันอาทิตย์ครับ ไปโดยสายการบิน ANA บินตรงจากสุวรรณภูมิลงนาริตะครับ เป็นครั้งแรกที่ผมไปญี่ปุ่น และก็วางแผนเองโดยไม่ได้ไปกับทัวร์ครับ แต่อาศัยเพื่อนที่โน่นเป็นคนพาเที่ยว ขอสรุปที่ๆ ไปก่อน ส่วนรูปยังไม่ได้รวบรวมเลยครับ


ประสบการณ์เรียนคอร์สออนไลน์บน Coursera

ปกติผมเป็นคนชอบหาเรื่องเรียนอะไรใหม่ๆ ครับ

แต่หลังๆ พอมาเป็นคนสอนเองแล้ว ก็กลายเป็นว่าไม่ค่อยมีเวลาจะไปลงเรียนคอร์สอะไรเท่าไหร่ ประกอบกับงานอื่นๆ ทั้งงานตรวจ งานวิจัย ก็แทบจะไม่เหลือเวลาทำอะไรเสียเท่าไหร่ แต่ก็ยังพยายามหาเวลามาเรียนอะไรใหม่ๆ อยู่บ้าง และผมก็ได้มาเจอกับ Coursera ครับ

Coursera เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมคอร์สออนไลน์ ซึ่งมีมหาวิทยาลัยดังๆ หลายแห่งมาร่วมเปิดคอร์สออนไลน์กับที่นี่ คอร์สส่วนใหญ่เป็นคอร์สระยะสั้นๆ หนึ่งถึงสามเดือน และมักจะเรียนทีละสัปดาห์ เพื่อให้เราหาเวลาว่างในสัปดาห์นั้นๆ มาฟังเลคเชอร์ และทำแบบทดสอบ

จริงๆ ผมเคยลงคอร์สออนไลน์แบบนี้มาแล้ว แต่ช่วงนั้นคอร์สไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ เลยเรียนไม่สำเร็จครับ มาเปิดดูได้สองสามครั้งก็เลิก

แต่ครั้งล่าสุด ผมได้เจอคอร์สที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำอยู่ ก็เลยลองลง และตั้งใจเรียนดูครับ คอร์สนี้คือคอร์ส Computing for Data Analysis ซึ่งเป็นคอร์สสอนเขียนโปรแกรม โดยใช้โปรแกรม R ซึ่งผมเคยเรียนมาบ้างแล้ว (ตอนนั้นที่เคยเรียนก็หลายปีมาแล้วล่ะ เรียนแบบวิเคราะห์ข้อมูล แล้วก็ไม่ได้ใช้เลย) คอร์สนี้จัดโดย John Hopkins University ครับ (มหาวิทยาลัยชื่อดังเลยทีเดียวนะเนี่ย)

คอร์สที่เรียนผ่านไปนี้ค่อนข้างยากเลยทีเดียวล่ะครับ เพราะเน้นไปทางด้าน Programming มากกว่าจะเป็นทางด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ต้องกลับมาทบทวนเรื่อง Programming ที่หลังๆ ผมก็ไม่ค่อยได้จับซะเท่าไหร่ (หลังๆ เน้นไปทางวิเคราะห์ข้อมูลละมากกว่า) แต่พอผ่านไปได้ก็สนุกดีครับ

แต่ละสัปดาห์ จะมีวิดีโอสอน ซึ่งทำเป็นตอนๆ ไว้ประมาณ 4-5 ตอนครับ ตอนนึงก็ประมาณ 10 - 15 นาที ทำให้เราสามารถดูเป็นพักๆ ได้ครับ (แต่ถ้าดูต่อเนื่องกันจะ Get Idea มากกว่า) แล้วก็จะมี Quiz หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ โดยเป็นคำถามเกี่ยวกับเลคเชอร์นั่นแหละครับ จำนวนประมาณ 10 ข้อ ส่วนคำตอบก็เป็น multiple choices ไม่ยากเท่าไหร่ครับ แล้วก็สามารถทำซ้ำได้สามครั้ง แต่คำถามจะเป็นสุ่มขึ้นมา เราอาจได้คำถามไม่เหมือนกันถ้าเราทำซ้ำครับ (ผมได้ 9-10 คะแนนเต็ม 10)

ความยากของคอร์สนี้ที่ทำให้ท้อนิดๆ คือโปรแกรมมิ่งครับ จะมีโจทย์มาให้ แล้วก็มีข้อมูล มาให้เขียนโปรแกรม (เขียนฟังก์ชั่นใน R) เพื่อดำเนินการอย่างที่โจทย์สั่ง และเอาผลลัพธ์ส่งกลับโดยมีโปรแกรมตรวจสอบโปรแกรมที่เราเขียนอีกทีหนึ่งครับ และจะคิดคะแนนขึ้นไปบนเว็บ Coursera เลย

ตอนเริ่มเจอคอร์สนี้ก็ผ่านไปแล้ว 1 สัปดาห์ครับ ทำให้ผมส่งการบ้านไม่ทันไปครั้งหนึ่ง หายไป 10 คะแนนจาก 100 คะแนน โดยถ้าจะได้ประกาศนียบัตรจากคอร์สจะต้องได้มากกว่า 70 คะแนนขึ้นไปครับ พอมาเจอกับการต้องเขียนโปรแกรมด้วยแล้ว ทำให้หวั่นๆ เหมือนกันครับว่าจะเรียนไม่ผ่าน ซึ่งก็ไม่แปลกครับเพราะมีคนถอดใจไปโพสต์ไว้ในฟอรั่มของคอร์สหลายคนเลยครับ

แต่ยังไงผมก็ทนจนเรียนจบมาได้ครับ (จบได้ที่ 88 คะแนนเพราะทำ Quiz ผิดไปสองข้อ กับส่งงานไม่ทันเพราะเริ่มช้าไปอีก 10 คะแนน) เรียกว่าเป็นคอร์สแรกที่ผมเรียนแบบออนไลน์จบเลยทีเดียว ตอนนี้เลยพยายามมาเรียนแบบออนไลน์คอร์สอื่นๆ ดูบ้างครับ และก็ได้ลองสมัครแบบเสียเงิน (จะได้ใบประกาศที่น่าเชื่อถือกว่า) มาด้วยครับ (ผมลงเรียนวิชา Clinical Trials ซึ่งเกี่ยวกับระบาดวิทยา)



ใครยังไม่เคยลองลงเรียน ลองเลือกวิชาที่สนใจและเรียนดูครับ มันก็ได้ความรู้ไปอีกแบบครับ แต่ผมว่าเรียนอย่าโลภมาก เลือกซักคอร์สน่าจะดีกว่าลงหลายๆ ตัวแล้วไม่มีเวลาเรียนครับ


(c) Copyright 2015 Pawin Numthavaj. Powered by Blogger.