สรุปทริปฟุกุโอกะ มีนาคม 2559

วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปญี่ปุ่นอีกครั้งครับ นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกของปีนี้เลยนะ แล้วก็ไปเที่ยวที่ๆ ผมไม่เคยไปมาก่อน.. ฟุกุโอกะครับ เนื่องจากผมไม่ต้องการหยุดนานมาก (งานรัดตัว) ประกอบกับว่าจริงๆ คืออยากไปช็อปปิ้งดูเฉยๆ แล้วก็จองได้ตั๋ว Jetstar ไปกลับแบบถูกมากๆ (หกพัน บวกอีกพันสองพันค่าโหลดกระเป๋าครับ) เลยจองเมื่อเดือนมกรา แล้วก็ไปเลยในเดือนนี้ครับ

ช่วงที่หาที่พักผมเองก็รู้สึกลำบากใจ (กลัวงบบานปลาย) เลยเลือกที่พักแบบ Hostel ครับ ก็เรียกได้ว่ายอมรับสภาพที่อาจต้องไปนอนรวมกับคนอื่นได้ พอดีเพื่อนที่ไปด้วยโอเคก็เลยลองจอง ปรากฎว่าได้ห้องรวมสองคนครับ พักที่ Fukuoka Hana Hostel ซึ่งเราสองคนประทับใจมากครับ เพราะอยู่ใกล้ที่ช็อปปิ้งมากเลย (จริงๆ คืออยู่กลางช็อปปิ้งอาเขตเก่าแก่ของที่นี่ ที่ชื่อว่า Kawabata 川端 เลยแหละ เปิดไปข้างๆ เป็นร้านร้อยเยน 0/) เดินอีกสองสามร้อยเมตรก็ถึง Maxvalu ที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง และอยู่ติดกับห้างดังของที่นี่คือ Canal City ครับ

สภาพตัวที่พักเองก็ถือว่าดีมาก เนื่องจากสภาพห้องก็มาตรฐานตามโรงแรม Business Hotel ของญี่ปุ่นทั่วไปครับ แต่ด้วยความเป็นโฮสเทลทำให้ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากเท่าไหร่ (ไม่มีผ้าเช็ดตัว พอดีผมเอาไปเองเลยไม่ต้องจ่ายเพิ่มผืนละ 100 เยน) แต่ก็มีห้องอาบน้ำอุ่น และห้องน้ำรวมก็ดีมากเลยครับ (เป็นห้องน้ำรวมที่สะอาดมากๆ และค่อนข้างใหม่ครับ สภาพเหมือนเราอยู่บ้านแล้วแชร์ห้องน้ำกับคนอื่นน่ะครับ)

วันแรก 11 มีนาคม 2558 สุวรรณภูมิ - สนามบินฟุกุโอกะ

  • นั่งเครื่องยี่ห้อ Jetstar ครับออกจากสุวรรณภูมิประมาณตีสองครับ ตอนเข้าไปก็ราวๆ ห้าทุ่มเที่ยงคืนครับ เช็คอินเสร็จผมก็ไปซื้อของ Duty Free แล้วก็ไปนั่งเล้าจ์คิงพาวเวอร์(ฟรี)ตามเคย ปรากฎเกือบไม่ทัน 555 วิ่งไปเคี้ยวไส้กรอกไปในสนามบิน (แต่จริงๆ ก็ทันแหละเพราะนั่งหน้าต้องขึ้นเครื่องเป็นคิวหลังๆ อยู่แล้ว)
  • เครื่องบินขาไปค่อนข้างเก่านิดหน่อย แต่นักบินขับได้นุ่มดีครับ ดีกว่าตอนเวียดนามแอร์ไลน์เยอะเลย (หรือตอนนั้นผมซวยเองก็ไม่รู้นะ)
  • ขึ้นเครื่องมาแอร์ก็เสริฟข้าวเลย (ผมซื้อข้าวไว้ตั้งแต่ตอนจองตั๋ว)  ซึ่งมันประหลาดมากเพราะตอนนั้นมันก็ราวๆ ตีสามตีสี่.. แต่ก็บอกเขาว่าขอเก็บไว้กินตอนหลังเขาก็โอเคแต่เขาบอกว่าอาจจะไม่ร้อนครับ
วันที่สอง 12 มีนาคม 2558 ฟุกุโอกะ - คุมะโมโต้ - ฟุกุโอกะ
  • มาถึงสนามบินฟุกุโอกะตอนประมาณเก้าโมงเช้าครับ ก็ไปซื้อตั๋ว JR Kyushu Rail Pass ตรงด้านหน้าทางออกของตรวจคนเข้าเมืองเลยครับ ผมซื้อแบบสามวัน (คือจริงๆ ใช้ไม่คุ้มมากหรอกเพราะไปแค่คุมะโมโต้ด้วยชินคันเซ็นแค่นี้ แต่มันก็ยังถูกกว่าซื้อตั๋วชินคันเซ็นเป็นเที่ยวละนะ)
  • นั่งรถ Shuttle Bus จาก International Terminal ไปลง Domestic Terminal ซึ่งมีสถานีรถไฟใต้ดินครับ เนื่องจากสอง Terminal นี้อยู่ห่างจากกันไกลเหมือนกัน เลยเลือกที่จะนั่งรถบัสไปลงรถไฟใต้ดินครับ รถบัสออกทุกสิบห้านาที ขาไปคนไม่เยอะแต่ระวังถ้าไฟลท์คนเยอะก็อาจจะเต็มได้นะครับ
  • ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินแบบวัน (ห้าร้อยกว่าเยน) นั่งรถไฟใต้ดินจากสนามบินไปลงที่สถานี Nakatsu-kawabata ซึ่งเป็นสถานีที่ใกล้ที่สุดของ Hostel ครับ (ทางออกจะอยู่ฟากหนึ่งของช็อปปิ้งอาเขต แต่โฮสเทลอยู่อีกฟากของช็อปปิ้งอาเขตครับ)
  • เช็คอิน Hostel แล้วฝากกระเป๋าครับ
  • เราลองเดินจาก Hostel ไปที่สถานีฮากาตะครับ พบว่าจริงๆ ก็ไม่ไกลมากครับ แต่ถ้าขนกระเป๋าหนักๆ มานั่งรถไฟจะดีกว่า
  • แวะกิน Starbucks ซึ่งช่วงนี้มีเมนูใหม่พอดี เป็น Freppe สตรอเบอรี่ผสมซากุระ 


  • จองตั๋วและนั่งชินคันเซ็นจาก ฮากาตะ (สถานีหลักของฟุกุโอกะ) ไปยัง คุมะโมโต้ครับ 
  • เที่ยวชมในสถานีคุมะโมโต้ครับ พอดีตอนที่ไปเขาฉลองชินคันเซ็นครบห้าปี ให้คุมะมง (มาสคอตประจำเมืองอันสุดโด่งดัง) เป็นนายสถานีพอดี 55
  • นั่งรถรางไปชมปราสาท คุมะโมโต้ครับ

  • ทานราเม็งที่แถวปราสาทคุมะโมโต้ครับ
  • เดินเล่นแถวนั้นแล้วนั่งรถรางกลับมาที่สถานีคุมะโมโต้ครับ
  • นั่งชินคันเซ็นกลับครับ
  • ตอนเย็นเราไปกินบุฟเฟต์ขาปูครับ ร้านชื่อ บิคุริคานิยะ びっくりかにや ราคาไม่แพง 2500 เยนเติมได้ไม่อั้นครับ 90 นาที ลักษณะจะเป็นชาบูครับ อร่อยและถูก แนะนำครับ (แต่ต้องจองนะ ผมฝากเพื่อนที่ญี่ปุ่นจองครับ)

  • กลับแถวที่พัก ซื้อขนมของฝากเล็กๆ น้อยๆ ที่ Maxvalu แถวนั้นครับ
วันที่สาม 13 มีนาคม 2559 ช็อปปิ้งในฟุกุโอกะ
  • ตื่นเช้า เราไปเดินเที่ยวย่าน เท็นจินครับ
  • มีห้างหลายห้างมากครับ ผมเดินไปซื้อดีวีดีที่ร้าน Mandarake ตามที่ตั้งใจครับ ร้านนี้ขายพวกเกม ดีวีดีมือสอง ฟิกเกอร์ต่างๆ
  • ไปกินราเม็ง Ippudo สาขาดั้งเดิม original ที่ย่านเท็นจินครับ ร้านจริงๆ อยู่ในตรอกเล็กๆ แทบไม่มีคนเลยครับ ส่วนใหญ่คนไปกินสาขาที่ใหญ่กว่าตรงถนนใหญ่กันครับ (คิวยาวด้วย) แต่ร้านค่อนข้างแคบ อารมณ์ร้านก๋วยเตี๋ยวเมืองไทย
  • เดินเล่นแถวนั้น กินเฟรปเป้ซากุระ
  • ช็อปปิ้งของฝากในชั้นใต้ดินห้าง Mitsukoshi ย่านเท็นจินครับ ได้ขนมของฝากมาเล็กน้อย
  • นั่งรถไฟกลับไปเก็บของที่ Hostel ครับ
  • เดินไปเดินเล่นที่ห้าง Canal City ครับ ผมไปเดิน Uniqlo, แวะร้านมูจิ, ร้านขนมลูกเจี๊ยบฮิโยโกะ
  • เดินไปสถานีฮากาตะครับ ไปถ่ายรูปกับไฟหน้าสถานีและตุ๊กตาโดเรมอนหน้าสถานีครับ
  • ช็อปปิ้งร้านร้อยเยน Can do ที่ห้าง Yodobashi ข้างๆ สถานีฮากาตะครับ
  • ช็อปปิ้งร้านไดโซะที่ด้านบนของ Hakata Bus Terminal ครับ จะบอกว่าร้านใหญ่มากๆ ใครไปแวะที่นี่น่าจะดีกว่าแวะร้านร้อยเยนที่อื่นครับ
  • นั่งรถไฟกลับมาที่ Hostel ครับ
  • ออกไปกินซูชิตอนเย็นที่ Sushi Zanmai ตอนห้าทุ่มครับ (ร้านนี่เปิด 17.00-05.00 น. ครับ เพราะแถวนั้นเป็นไนต์คลับ ถ้าใครกินไม่ทันที่อื่นมากินตรงนี้ก็ได้ครับ) 
  • กลับ Hostel นอนครีับ
วันที่สี่ 14 มีนาคม 2559 ฟุกุโอกะ - สุวรรณภูมิ
  • ตื่นเช้าเพราะไฟลท์ออกสิบโมง เราเลยเดินไปรถไฟใต้ดินกลับสนามบินตอนเจ็ดโมงครับ
  • เช็คอิน Jetstar คนเยอะ เสียเวลาพอควรครับ
  • ขึ้นเครื่องตอนสิบโมงตรงเวลา
  • ถึงไทยตอนบ่ายสองโมงครับ
ก็นับว่าเป็นทริปที่สั้นมากที่สุดที่เคยมาญี่ปุ่นครับ (อยู่โน่นจริงๆ ก็แค่สองวันน่ะแหละ) แต่ก็สนุกดีเพราะได้ซื้อของที่ต้องการจนครบครับ เนื่องจากผม List ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะซื้ออะไรจากที่ไหนครับ จริงๆ ก็จะเรียกว่าเป็นทริปช็อปปิ้งเสาร์อาทิตย์ก็ว่าได้ ก็นับว่าคุ้มค่าสำหรับราคาตั๋วที่ถูกมากๆ แบบนี้ครับ ไว้ว่างๆ อาจจะไปอีก 555

สรุปทริปคันไซ ธันวาคม 2558

ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเยือนคันไซอีกครั้งครับ (หลายครั้งแล้วนะปีนี้) คราวนี้ไปเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ อีกสามคนครับ เป็นครั้งที่ไปเยือนยาวอีกครั้งครับคือไปอยู่สิบวัน (แต่ใช้วันลาแค่สามวันเอง เย่ \0/ ) ไปที่เดิมคือลงเครื่องที่สนามบินคันไซ ครึ่งแรกใช้โอซาก้าเป็นที่ตั้งเที่ยวโอซาก้า โกเบ นารา แล้วย้ายไปเกียวโตเพื่อเที่ยวอีกครึ่งทริปที่เหลือ จึงกลับทางคันไซแบบเดิมครับ ขอสรุปไว้ก่อนนะครับ


สรุปทริปโกเบ กรกฎาคม 2558

ช่วงวันหยุดสามสี่วันที่ผ่านมา ผมไปเที่ยวมาอีกแล้วครับ ให้ทายว่าที่ไหนครับ.. ญี่ปุ่นอีกแล้ว (ไม่ต้องคิด) ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมเที่ยวคนเดียวแถวคันไซครับ เนื่องจากผมอยากลองมาเที่ยวคนเดียวเองดูมั่ง บวกกับกดโปรแอร์เอเชียไปกลับได้เก้าพันกว่าบาท เลยมาครับ ขอสรุปทริปนี้ไว้ก่อนดังนี้นะครับ


สรุปทริป ฮอกไกโด กุมภาพันธ์ 2558

ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นอีกครั้งแล้วครับ (ช่วงนี้ถี่หน่อย แฮะๆ) ครั้งนี้เป็นทริปที่แพลนโดยเพื่อน ส่วนผมไปจอยเขาเฉยๆ ไม่ได้วางแผนการเที่ยวเองครับ แต่ก็แพลนไว้ได้ดี ได้เที่ยวหลายที่แทบไม่มีวันไหน fail เลย ทริปครั้งนี้เป็นครั้งแรกของผมที่ไปฮอกไกโดครับ แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ไปญี่ปุ่นโดยไม่ได้แวะโตเกียวเลยครับ ก็เลยขอลองสรุปทริปครั้งนี้ไว้นะครับ

วันแรก กรุงเทพ-สนามบินชินชิโตเสะ-ฮาโกดาเตะ


สรุปทริป โยโกฮาม่า ปีใหม่ 2558


ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาอีกแล้วครับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คราวนี้ผมไปคนเดียวล้วนๆ เพราะว่าตอนแรกนัดเพื่อนที่โน่นไว้ แล้วพอดีเขาเปลี่ยนใจจะกลับเมืองไทยตอนที่ผมจะไปพอดี แต่ก็คิดไว้แล้วว่าจะไปพักกับบ้านคุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่นที่เป็นญาติห่างๆ ซึ่งแกเป็นพ่อกับแม่ของสามีของพี่สาวลูกพี่ลูกน้องผมครับ




ไปญี่ปุ่นกับครอบครัว (2) ตามหาฟูจิ.. ไม่เจอ T_T

กลับมาทริปญี่ปุ่นกันต่อนะครับ (ดองเค็มมากมาย) ตอนนี้จะกล่าวถึงวันที่สองครับ หลังจากวันแรกที่ผมถึงโตเกียว เนื่องจากแม่ต้องประชุมต่ออีกวันหนึ่ง ผมเลยไปเที่ยวตามหาฟูจิกับพ่อและน้องครับ

ที่ที่เลือกไปดูฟูจิครั้งนี้ก็ยังคงเป็นทะเลสาบ Kawaguchi (河口湖, Kawaguchi-ko) เหมือนเดิมกับคราวเมื่อสงกรานต์ที่ไปกับเพื่อนครับ เพราะรู้สึกว่าไปง่ายดีด้วยรถไฟครับ

การไปทะเลสาบนี้ไปได้สองวิธี คือรถบัส กับรถไฟครับ ผมเลือกที่จะไปรถไฟเพราะชอบนั่งรถไฟ แล้วก็รู้สึกว่าสะดวกสบายกว่ารถบัสครับ (ระยะเวลาไม่ห่างกันมากนักครับ แต่รถบัสจะถูกกว่า และไม่ต้องต่อรถไฟ)

ไปญี่ปุ่นกับครอบครัว (1) บิน A380 ไปกินซูชิมิโดริ, ขึ้น Mori Tower

เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นกับพ่อ แม่และน้องมาครับ

ปกติที่บ้านจะไม่ค่อยได้ไปต่างประเทศเท่าไหร่ครับ เนื่องจากมักจะไปบ้านคุณตาคุณยายที่อยู่ภาคใต้มากกว่า เลยถือว่าไปเที่ยวเลย ครั้งสุดท้ายที่ไปต่างประเทศก็คงจะเป็นตอนไปสิงคโปร์เมื่อสมัยผมอยู่ม. ต้นอะไรทำนองนั้น (จริงๆ ที่บ้านเขาก็ไปพม่า เขมร มัลดีฟ อะไรทำนองนี้อยู่ช่วงผมเรียนมหาวิทยาลัย แต่ผมก็ยุ่งเสียจนไม่สามารถไปร่วมวงได้) ก็นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่ไปต่างประเทศกับที่บ้านก็ได้มั้ง

ที่เลือกไปญี่ปุ่นในครั้งนี้เพราะคุณแม่ต้องไปประชุมอยู่แล้วที่ญี่ปุ่น เลยให้คุณแม่ถือโอกาสอยู่ต่อ ส่วนผม พ่อและน้องก็ไปเจอคุณแม่เอาหลังจากเลิกประชุมครับ

ความโชคดีครั้้งนี้คือช่วงนี้มีตั๋วโปรโมชั่นของการบินไทยพอดี บินไปกลับญี่ปุ่นก็แค่ 17,000 ทำให้ที่บ้านตัดสินใจว่าจะไปกัน นอกจากนี้ตั๋วการบินไทยยังไปลงที่หนึ่งแล้วออกมาจากอีกที่ก็ได้ เลยเลือกไปลงที่สนามบินนาริตะ และกลับจากสนามบินคันไซครับ

ไฟลท์ที่บินไปนาริตะของการบินไทยมีสองไฟลท์ คือไฟลท์ดึกที่เวลาดีกว่า (ออกดึก ถึงเช้า เที่ยวได้เลย) กับไฟลท์เช้าที่บินเช้าถึงเย็น แต่เนื่องด้วยไฟลท์เช้าใช้เครื่อง Airbus A380 ที่ไม่เคยนั่ง ก็เลยอยากลองนั่ง A380 ดูครับ

มาซะเช้าเลย สุวรรณภูมิค่อนข้างเงียบครับ

ไฟลท์ออกประมาณเจ็ดโมงเช้าครับ ออกจากเกท C7 แน่นอนว่าครั้งนี้ผมก็ไปนั่งเลาจ์ King Power (ที่เข้าฟรีเพราะใช้บัตรเครดิต SCB Kingpower) รอเหมือนเดิม

เกทนี้แหละ TG 676

เครื่องบินลำใหญ่ดี ตอนขึ้นแบ่งเป็นข้างหน้ากับข้างหลังด้วย มีชั้นสอง แต่ผมนั่งชั้นล่างครับ



ข้อดีของ A380 การบินไทยนี่คือมีกล้องติดอยู่ตรงท้ายลำ ทำให้เห็นวิวว่าเครื่องบินกำลังบินอยู่ยังไง ซึ่งผมว่าทดแทนการที่ไม่ได้นั่งข้างหน้าต่างได้ดีทีเดียวครับ เสียแต่ว่าคุณภาพของภาพยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (อารมณ์ประมาณทีวีความละเอียดปกติ) ถ้าเป็นภาพแบบ HD ผมว่าน่าจะดีกว่านี้อีก



ผมนั่งริมหน้าต่าง ผู้หญิงคนข้างหน้าเอาตุ๊กตาหมีสีชมพูลาย Polka Dot ขึ้นเครื่องด้วย!!!



อาหารที่เสริฟบนเครื่องเป็นแบบนี้ครับ ผมเลือกอาหารทะเลมาตั้งแต่ตอนจอง ได้ออกมาเป็นอาหารทะเลย่างๆ ก็อร่อยดี


ตอนไปถึงก็จอดที่ Terminal 1 ครับ ละแวกเดียวกับ ANA เลยมีเครื่องของ ANA เยอะมากๆ

เครื่อง ANA ทั้งนั้น
อยากลองนั่ง 787 อีกอัน ยังไม่เคยนั่งเลย
ห้องน้ำสนามบินญี่ปุ่น ก็ยังมีโถแบบญี่ปุ่น (แบบในการ์ตูน) นะ


การเที่ยวครั้งนี้ผมเลือกไปโตเกียวก่อนสามวัน แล้วค่อยไปเที่ยวย่านคันไซ (เกียวโต และโอซาก้า) ในอีกสามวันที่เหลือครับ เนื่องจากพ่อและน้องยังไม่เคยมาเที่ยวที่โตเกียว เลยวางแผนว่าจะพาไปดูบรรยากาศเมืองก่อน รวมถึงไปดูฟูจิที่คาวากูจิโกะ (ที่ผมเพิ่งไปมากับเพื่อน) และผมเองก็อยากลองไปสวน Hitachi Seaside Park ที่เริ่มจะฮิตๆ กันในหมู่คนไทยด้วย

เนื่องจากเรามีออกนอกเมืองกัน ก็เลยวางแผนจะซื้อตั๋ว Kanto Area Pass ของ JR East ที่สามารถไปคาวากูจิโกะ และ Hitachi Seaside Park ที่อยู่จังหวัด Ibaraki (อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโตเกียว) โดยพาสนี้ครอบคลุมทั้งสองอย่างนี้ครับ จริงๆ แอบเสียดาย เพราะอยู่ไม่นาน อดนั่งชิงกันเซ็นสายสั้นๆ เล่น แต่ไปกลับ Ibaraki อย่างเดียวนี่ก็คุ้มค่า Pass แล้วครับ เพราะค่อนข้างไกล

เมื่อใช้ Kanto Area Pass ผมก็เลยเลือกที่จะนั่งรถไฟเข้าเมืองด้วย JR Narita Express เพราะไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม แล้วก็ลงที่สถานี Tokyo ต่อรถใต้ดินเข้าโรงแรมไม่นานด้วย ใครจะซื้อตั๋วที่ Terminal 1 ให้ลงมาที่ใต้ดินแถวหน้าสถานีรถไฟ จะมีห้องขายตั๋ว JR East Information Center อยู่ครับ (คนละที่กับเค้าน์เตอร์สถานีนะครับ แต่ใกล้ๆ กันเลย) เนื่องจากผมคิดว่าเราจะนั่งรถไฟใต้ดินกันบ่อยด้วย ก็เลยซื้อตั๋วสามวันของ Tokyo Subway อีกอย่าง (ราคา 1,500 เยนสำหรับนักท่องเที่ยว นั่งใต้ดินได้ทุกสาย) คราวนี้เลยสะดวกเลยจะนั่ง JR หรือ Metro ไปไหนมาไหนก็สบายไม่ต้องคิดมากครับ


รถไฟเชื่อมระหว่างนาริตะกับโตเกียวจะมีสองเจ้า คือของ JR กับของ Keisei ครับ สำหรับของ JR ชื่อว่า Narita Express ซึ่งจะไปยังสถานี Tokyo ก่อน หลังจากนั้นจะวนไปส่งต่อที่สถานีอื่นๆ ของ JR โดยมีทั้งที่ไปด้านเหนือของเมือง (อย่าง Omiya) ด้านใต้ (อย่าง Yokohama) และไปด้านตะวันตก (Shibuya, Shinjuku, และบางขบวนวิ่งยาวไปจนถึง Kawaguchiko ก็ยังมี) 

ส่วนอีกเจ้า Keisei ซึ่งมีรถด่วน Skyliner จะวิ่งไปแถวตะวันออกเฉียงเหนือของโตเกียวคือ Nippori และ Ueno ครับ จริงๆ Keisei Skyliner นี่วิ่งเร็วกว่า เพราะสร้างรางเชื่อมเป็นเส้นตรง (เป็นรางส่วนตัวของ Keisei) และรถก็วิ่งด้วยความเร็วสูงกว่า (160 km/hr เทียบกับ Narita Express 130 km/hr) แต่ข้อเสียคือมันสุดที่ Ueno ถ้าไปจุดอื่นผมว่า Narita Express ก็ยังสะดวกกว่าครับ

อย่างขบวนนี้ไป Tokyo ก่อนแล้วค่อยวนไป Shibuya, Shinjuku, Omiya
รถไฟญี่ปุ่นมี AED อยู่บนรถด้วยละ

หลังจากถึงสถานี Tokyo แล้วผมก็ต่อรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line (สายสีแดงตัว M) มายังสถานี Akasaka-Mitsuke ที่โรงแรมครับ


ครั้งนี้ผมพักที่ Centurion Hotel Residential Akasaka ที่เลือกที่นี่เพราะอยู่ย่านเดิมที่เคยมาแล้ว (คิดว่าจะได้ไม่หลง) นอกจากนี้โรงแรมยังมีห้องแบบ Family คือแยกเป็นห้องย่อยอีกสองห้อง ให้พ่อแม่นอน แยกกับผมและน้อง และยังมีห้องนั่งเล่น กว้างหน่อยจะได้สบาย ไม่เหมือนโรงแรมญี่ปุ่นทั่วไปที่ค่อนข้างแคบ

หลังจากเช็คอินแล้วก็พบว่าเย็นพอดี (ไฟลท์ถึงสี่โมง กว่าจะนั่งมาโตเกียวก็หกโมงแล้ว) ก็เลยวางแผนว่าวันแรกจะไปแค่กินซูชิ กับไปเดินย่าน Roppongi ที่ไม่ไกลมากเล็กน้อยครับ

มื้อแรกของโตเกียวครั้งนี้เลือกไปกินซูชิที่ร้าน Sushi Midori สาขา Akasaka ครับ ซึ่งอยู่ในย่าน Akasaka Sacas เป็นสาขาที่ไม่ค่อยมีคนไทยไปเท่าไหร่ คิวก็ไม่นานด้วย (คนไทยส่วนใหญ่ไปกินสาขาชิบูย่า กับสาขากินซ่ากัน ได้ข่าวว่าสาขาอื่นรอเป็นชั่วโมง สาขานี้รอประมาณ 30 นาทีก็ได้นั่งโต๊ะ) อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีคนไทยมาพักย่านนี้ด้วยมั้ง เพราะผมไปมาสองทีก็ไม่ได้ยินภาษาไทยจากคนที่อยู่ย่านนี้เลยแฮะ ร้านอยู่ชั้น 2 ของ Akasaka Biz Towerครับ คราวที่แล้วก็มากินที่นี่

ความสนุกของการกินซูชิมื้อนี้คือกินท่ามกลางคนญี่ปุ่นล้วนๆ ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษเลยครับ ตั้งแต่นั่งรอคิว ให้กดคิวเองก็เป็นภาษาญี่ปุ่น (กดมั่วๆ ตามเขาไป) เวลาเรียกคิวก็เรียกเป็นตัวเลขภาษาญี่ปุ่น (ต้องลำบากโทรไปถามเพื่อนว่าเลขคิวนี้อ่านว่ายังไงอีก) แต่ในที่สุดก็ได้กินไม่มีปัญหาอะไรครับ

ซูชิร้านนี้ไม่แพงครับ อร่อยด้วย ในชุดก่อนอื่นเลยเขาจะเอาชากับไข่ตุ๋นมาเสริฟให้ทานก่อนครับ


หลังจากนั้นเป็นสลัดมันปู อร่อยโฮก


อันนี้สั่งเพิ่ม ชิราโกะ รสชาติมันๆ กินกับซอสพอนสึเปรี้ยวๆ อร่อยสุดๆ (กินหมดแล้วค่อยบอกน้องว่ามันคือท่อนำอสุจิของปลา แต่น้องก็ไม่อ้วกนะ)

โรลปลาไหลของพ่อ (พ่อไม่กินปลาดิบครับ)
สลัดปลาดิบรวม

แล้วในที่สุดจานหลักที่เป็นเซ็ตก็มาครับ แน่นอนว่าผมเลือกสั่งเซ็ตใหญ่สุดเหมือนเดิม (มาทั้งทีขอจัดเต็ม) ราคา 3,000 เยน เป็นเงินไทยก็พันนึง คุ้มมากเพราะมีหมดเลย โอโทโร่ ชูโทโร่ กุ้ง ปู ปลาไหล หอย ไข่หวาน ทั้งยังมีสลัด ซุป ไข่ตุ๋นอีก

ชูโทโร่กับไข่ปลาซาลมอน (ที่ในที่สุดเหลือชิ้นนึงเพราะกินไม่หมด เสียดายโคตร)
โอโทโร่ ใครชอบน่าจะฟิน แต่ผมไม่ค่อยชอบแหะ ผมไม่ชอบอะไรที่มันมันๆ ง่ะ
หอยเม่น กินแล้วเข้าใจเลยว่าคำว่าหวาน กับไม่คาว มันเป็นยังไง

ปูครับ
 ครั้งนี้สั่งเกินมาหนึ่งชุด (น้องคิดว่าชุดใหญ่จะกินไม่พอ ก็เลยสั่งมาซะเยอะ) กินไม่หมดครับ แหะๆ ไม่มีบริการห่อกลับบ้านเสียด้วย ใครจะมากินผมแนะนำชุดเดียวอิ่มครับ ไม่ต้องเพิ่ม เดี๋ยวจะกินไม่หมด อ้อ ผมเพิ่งสังเกตอีกอย่างว่าไม่มีแซลมอนในเซ็ตแฮะ

ต่อจากนั้นเราก็เดินกันไปที่ Roppongi Hills เพื่อไปขึ้น Mori Tower ครับ

ป้ายรถเมล์ที่ญี่ปุ่น บอกทางได้ดีมาก แต่ไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษ

วิวที่ Roppongi Hills Mori Tower ก็สวยดีครับ ข้อดีคือเห็นมุม Tokyo Tower ด้วย ค่าขึ้นพันห้าร้อยเยน แต่ผมว่ามุมที่ Tokyo Sky Tree สวยและสูงกว่า ราคาก็พอๆ กันครับ แต่ใครอยู่ย่านนี้ก็ลองมาขึ้นได้ครับ ไม่ค่อยมีคิว


เสร็จแล้วเราก็นั่งรถไฟกลับโรงแรมกัน ก่อนเข้าโรงแรมก็แวะ Family Mart นิดหน่อย

Grape Tea อันนี้ก็อร่อยดี
กาแฟมีให้เลือกอย่างเยอะ

พอเสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรมนอนครับ เป็นอันว่าจบวันแรกครับ

สรุปทริป ญี่ปุ่น กันยายน 2557

ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาอีกแล้วครับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คราวนี้ผมไปกับครอบครัว (พ่อ แม่ และน้องครับ) เป็นครั้งที่สองที่ไปที่ญี่ปุ่น ไปเองเหมือนเดิมครับไม่ได้ไปกับทัวร์ นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ได้ไปเกียวโตกับโอซาก้า (ลงการบินไทยที่นาริตะ พักสามคืน และนั่งชิงกันเซ็นไปเกียวโต แล้วกลับจากสนามบินที่คันไซเลยครับ) ขอสรุปไว้ก่อน รูปถ่ายมาเยอะยังไม่ได้ดูเลยครับ

วันแรก: สุวรรณภูมิ - โตเกียว - Midori Sushi

  • ออกจากสุวรรณภูมิ 7 โมง โดยการบินไทย เที่ยวบิน TG 676 เป็นเครื่อง Airbus A380 เครื่องใหญ่ด้วย นั่งสบายดี กว้างกว่าเครื่องเล็ก
  • ถึงที่โน่นบ่ายสามโมง
  • ผ่าน Immigration คราวนี้เร็วกว่าครั้งที่แล้ว คิวสั้น (คงเพราะว่าไฟลท์ที่ลงตอนบ่ายไม่ค่อยมี) ครึ่งชั่วโมงก็ออกมาแล้ว
  • ซื้อ JR Kanto Area Pass เหมือนเดิม แต่แอบไม่คุ้มเท่าครั้งที่แล้วเพราะไม่ได้ใช้นั่งชิงกันเซ็น (8300 เยน)
  • ซื้อ Tokyo Subway 3 day Pass เพิ่ม (1500 เยน)
  • เนื่องจากทริปนี้ไปกับที่บ้าน เลยขี้เกียจว่าจะต้องมานั่งขึ้นรถไฟอ้อมไปมา เลยซื้อพาสให้มันใช้ได้เกือบทุกรถไฟในเมืองเลย ซึ่งก็สะดวกดีครับ
  • ออกจากสนามบินมาโตเกียวด้วย Narita Express ต่อ Subway (ใช้พาสทั้งคู่วันแรกเลย)
  • พักที่ Centurion Hotel Residential Akasaka ละแวกเดียวกับที่พักเดิมเลย เนื่องจากคุ้นแถวนี้แล้ว ไม่หลงแน่ๆ
  • ออกมากินข้าวที่ Sushi Midori สาขา Akasaka อีกแล้ว กินจนเหลือเพราะน้องสั่งเกินมาชุดนึง ไม่มีบริการห่อกลับ แต่ก็ไม่แพงมาก สามคน 9000 เยน
  • เดินไป Roppongi Hills Mori Tower เพื่อชมวิวจากบนยอด
  • นั่งรถไฟกลับโรงแรม นอน
วันที่สอง: Fuji Kawaguchiko - Shinjuku
  • ออกเดินทางไปฟูจิ โดยไปขึ้นรถไฟที่ Shinjuku (จากที่พัก นั่ง Chiyoda Line ไป Harajuku แล้วนั่ง Yamanote ไป Shinjuku)
  • นั่งรถไฟ Limited Express Kaiji ไปลง Otsuki แล้วต่อ Fujikyo Kawaguchiko Line ไปลง Kawaguchiko ได้นั่งคันใหม่กว่าครั้งที่แล้วด้วย ลายสวยดี
  • เดินจากสถานี Kawaguchiko ไปขึ้น Ropeway ดูวิว
  • เดินกลับสถานี
  • นั่งรถไฟกลับมา Shinjuku
  • เดินเล่นแถว Shinjuku แยกกันเดินกับที่บ้าน ผมไปเดิน LABI ห้างขายเครื่องใช้ไฟฟ้า แล้วนัดเจอที่แมคโดนัลด์
  • กินข้าวเย็นที่ Tonkatsu Wako SUBNADE Shinjuku 
  • กลับมานอน
วันที่สาม: Hitachi Seaside Park - สถานีโตเกียว - Tokyo Imperial Palace - Tokyo Sky Tree - Akihabara
  • ออกเดินทางไฟ Hitachi Seaside Park ด้วยการนั่งรถใต้ดินไป Ueno Station รถไฟใต้ดินคนแน่นมากๆ ช่วงแถวๆ ที่พักเพราะว่าเป็นวันทำงาน
  • ขึ้น Limited Express Super Hitachi ไปลงสุดทางตรง Katsura
  • นั่งรถบัสไปลงที่ Hitachi Seaside Park แต่ลงผิด ลงก่อนไปสองป้าย ต้องเดินต่อ
  • ถึงสวนแล้วก็นั่งรถชมสวน เพราะตอนนั้นฝนตก+รีบๆ
  • ถ่ายรูปชมสวน แล้วก็นั่งรถบัสกลับสถานี Katsura แต่ว่ามาไม่ทันเพราะรถเมล์มาสาย (ฝนตกด้วยมั้ง) เลยได้ใช้อภิสิทธิ์ของ Kanto Area Pass จองรอบถัดมาอีกครึ่ง ชม.ฟรี
  • นั่งกลับมา Ueno และนั่งสาย Yamanote มาลง Tokyo
  • เจอแจนที่ Tokyo Station ตรงห้าง Daimaru
  • ไปซื้อตั๋วชิงกันเซ็นที่จะใช้เดินทางในวันต่อมา
  • ออกมาถ่ายรูปแถวๆ สถานีที่ได้รับการบูรณะใหม่ และเดินชมมาจนถึงสวนรอบ Tokyo Imperial Palace ดูสะพานรูปแว่นตา (Meganebashi)
  • นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานี Oshiage
  • ไปขึ้น Tokyo Sky Tree ชมวิวจากข้างบน สูงมาก
  • นั่งรถไฟใต้ดินไปลง Akihabara เนื่องจากน้องจะไปซื้อของแถวนั้น
  • กินข้าวแถว Akihabara
  • นั่งรถไฟใต้ดินกลับที่พัก ส่งพ่อแม่แล้วผมก็นั่งรถไฟไปสักการะ Apple Store สาขา Omotesando แล้วก็กลับ
วันที่สี่: โตเกียว - เกียวโต - Arashiyama

  • นั่งรถใต้ดินไป Tokyo Station
  • ขึ้นชิงกันเซ็น Nozomi Super Express ที่เร็วที่สุดจากโตเกียว ไปยังเกียวโต มาขึ้นเกือบจะไม่ทันเพราะลากกระเป๋ากันนาน
  • นั่งชิงกันเซ็นใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง จากโตเกียว ถึงเกียวโต
  • ซื้อ Kansai Thru Pass ใช้เดินทางที่สถานีรถบัสของเกียวโต
  • นั่ง Subway จากสถานีเกียวโต มาลงสถานี Karasuma เปลี่ยนเป็นรถไฟ Hankyu Kyoto Line มาลงสถานี Omiya
  • เช็คอินที่พัก (Village Kyoto)
  • นั่งรถไฟจาก Omiya ไปกินข้าวเที่ยงแถวหลังห้าง Daimaru Kyoto (หนึ่งสถานี)
  • นั่งรถราง Randen จาก Omiya ไปลง Arashiyama
  • เที่ยวที่วัด Tenryuji ใน Arashiyama สวนสวยดีๆ
  • เดินออกมาชมป่าไผ่แถวหลังวัด Tenryuji
  • เดินมาดูสะพาน Arashiyama พระอาทิตย์ตกดินพอดี
  • กินข้าวที่ร้านข้าวหน้าปลาไหลที่แจนแนะนำ อร่อย
  • เดินทางกลับโดยรถไฟจาก Arashiyama มาลงสถานี Karasuma
  • ช็อปปิ้งที่ Daimaru Kyoto
  • เดินชมวิวกลางคืนแถวนั้น แล้วก็เดินมาข้างๆ แม่น้ำ
  • กลับโรงแรม นอน
วันที่ห้า: เกียวโต Kiyomizu Daira - Fishimi Inari - Osaka Floating Market Observatory - Dotonbori
  • นั่งรถไฟจาก Omiya ไปเปลี่ยนที่สถานี Kawaramachi แล้วไปเปลี่ยนสาย Keihan ไปลง Kiyomizu-Gojo เพื่อไปวัด Kiyomizu Daira
  • ถ่ายรูปที่วัด Kiyomizu ที่เป็นวัดไม้ ขนาดใหญ่
  • นั่งแทกซี่กลับมากินข้าวกลางวัน เพราะเริ่มขี้เกียจเดินและอยากประหยัดเวลา จริงๆ ว่าจะกินข้าวแถวที่อื่น แต่แบตเตอรี่กล้องผมดันหมด แล้วก็ลืมแบตเสริมไว้ที่โรงแรม เลยต้องกลับมาเอาที่โรงแรม
  • กินร้านข้าวหน้าปลาไหล แถว Nishiki Market อร่อยมาก
  • นั่ง Keihan ไปลงที่ Fushimi Inari
  • เยี่ยมชม Fushimi Inari Shrine ทางเดินที่มีเสาโทริอิแดงๆ เรียงกันเยอะๆ
  • ที่บ้านอยากไปกินข้าวที่โอซาก้า เลยนั่งรถไฟกลับมาที่ Kawaramachi แล้วเปลี่ยนเป็น Hankyu Kyoto Line ไปลงที่ Umeda (Osaka)
  • ขึ้นดู Floating Market Observatory
  • นั่งแทกซี่จาก Floating Market Observatory ไปลงที่ Dotonbori Street
  • กินปูที่่ร้านขายปูแถว Dotonbori Street ไม่ได้กินร้านที่เขาฮิตกัน เพราะคนเยอะมาก แต่ก็กินร้านข้างๆ ที่ขายปูเหมือนกัน อร่อยดี
  • นั่ง Subway กลับสถานี Umeda แล้วก็นั่ง Hankyu Kyoto Line กลับมาลงที่เกียวโต
  • ถึงโรงแรม ผมไปแวะซูเปอร์แถวโรงแรม ซื้อของฝาก
  • นอน
วันที่หก: โอซาก้า - ปราสาทโอซาก้า - Nanba - สุวรรณภูมิ
  • เช็คเอาท์จากโรงแรมประมาณสิบโมง
  • นั่งรถไฟ Hankyu Kyoto Line ย้อนกลับมาที่สถานี Kawaramachi เพื่อจะขึ้น Limited Express ไปลงสถานี Umeda (Osaka) ที่เลือกนั่งย้อนเพราะคนเยอะ และมีของด้วยเลยกลัวไม่มีที่นั่ง ซึ่งก็เกือบไม่มีที่นั่งจริงๆ
  • มาถึง Osaka นั่งรถใต้ดินมายัง Nanba
  • ตอนแรกว่าจะฝากของไว้ที่สถานี แต่ที่บ้านกลัวว่าตอนเย็นจะของเยอะและขี้เกียจแบก เลยจะไปฝากไว้ตรง Airport เลยนั่ง Nankai Airport Express แบบธรรมดาเอาของไปฝากไว้ที่สนามบิน
  • พอถึงสนามบิน จะนั่งรถไฟกลับ ปรากฎว่ารอบรอนาน เลยลองขึ้นรถไฟ Limited Express Rap;t (เพิ่มคนละประมาณ 500 เยน) พบว่านั่งกลับมาสบายมากๆ ขบวนรถไฟก็สวยด้วย
  • นั่งรถใต้ดินจาก Nanba ไปลงสถานี Tanimachi-yonchome เพื่อไปขึ้นปราสาทโอซาก้า
  • เที่ยวชมปราสาทโอซาก้า ได้ขึ้นไปดูวิว ลมแรง แต่วิวดี ฟ้าใส
  • นั่งรถใต้ดินกลับมา Nanba กินเนื้อมัตซึซากะที่ร้าน Matsusakagyu Yakiniku M เนื้ออร่อยโคตร มันละลายในปากจริงๆ
  • เดินมาช็อปปิ้งที่ซูเปอร์ของห้าง Takashiyama ซื้อขนมของฝาก
  • นั่งรถไฟ Limited Express Rap;t กลับสนามบินคันไซ
  • เช็คอินการบินไทย คิวยาวมากๆๆๆๆ
  • อาบน้ำที่ KIX Airport Lounge เพราะเป็นไฟลท์ดึก เลยยอมเสียเงินอาบน้ำให้สบายก่อนขึ้นเครื่อง ซึ่งก็สบายดี แต่ห้องอาบน้ำไม่ได้หรูเหมือนที่โรงแรม แต่ก็สะอาดอยู่
  • นั่งเครื่องบินกลับกรุงเทพ ออกตอนเที่ยงคืนที่โอซาก้า ถึงสุวรรณภูมิตีสี่ บินเครื่อง A330 ลำเล็กธรรมดา ที่แคบกว่าเดิมหน่อย เป็นอันจบทริปครับ
ทริปนี้ไปกับคุณพ่อคุณแม่ อายุหกสิบเลยอาจจะไม่ได้เที่ยววิ่งไปวิ่งมามากเท่าครั้งที่แล้ว แต่พอดูไปดูมาก็ถือว่าเยอะเหมือนกันแฮะ เอาที่บ้านไปขาลากเล่น 555

สรุปทริป ญี่ปุ่น มีนาคม 2557

ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ ไปคืนวันอังคาร ถึงที่โน่นวันพุธ แล้วก็กลับวันอาทิตย์ตอนเย็น ถึงเที่ยงคืนวันอาทิตย์ครับ ไปโดยสายการบิน ANA บินตรงจากสุวรรณภูมิลงนาริตะครับ เป็นครั้งแรกที่ผมไปญี่ปุ่น และก็วางแผนเองโดยไม่ได้ไปกับทัวร์ครับ แต่อาศัยเพื่อนที่โน่นเป็นคนพาเที่ยว ขอสรุปที่ๆ ไปก่อน ส่วนรูปยังไม่ได้รวบรวมเลยครับ


(c) Copyright 2015 Pawin Numthavaj. Powered by Blogger.