Button Battery Ingestion

ได้มีโอกาสอ่านเปเปอร์รีวิวเรื่องการกลืน Button Battery (ถ่านกระดุม) เลยเอามาเล่าสู่กันฟังครับ

ถ่านกระดุม เป็นถ่านขนาดเล็กที่นิยมใช้ในอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์หลายชนิดในปัจจุบัน เราสามารถพบถ่านชนิดนี้ได้หลายที่ ที่ๆ พบบ่อยก็คือเครื่องช่วยฟัง, รีโมทคอนโทรล, ของเล่น, นาฬิกา, เทียนอิเลคทรอนิกส์, เครื่องชั่งน้ำหนัก, กุญแจรีโมท นอกเหนือไปจากนี้ ที่ๆ ยังอาจจะพบได้ก็เช่น ไฟฉาย, เครื่องคิดเลข, เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด, เทอร์โมมิเตอร์ดิจิตอล, เครื่องเล่นเพลง และกล้องถ่ายรูป

ปัญหาของการกลืนกินถ่านกระดุมนั้นไม่ได้อยู่ที่สารที่อยู่ในถ่านกระดุมโดยตรง หากแต่เป็นปัญหาของกระแสไฟฟ้า โดยเฉพาะถ่านกระดุมที่เป็นถ่านลิเธียม เนื่องจากถ่านชนิดนี้มักมีความต่างศักย์สูง บริเวณขั้วลบของถ่านกระดุมเมื่อเข้าไปค้างอยู่ในเนื้อเยื่อของหลอดอาหาร จะทำให้เกิดครบวงจรไฟฟ้า (หลอดอาหารมีน้ำลาย ซึ่งนำไฟฟ้า) และเกิดไอออนของไฮดรอกไซด์ (OH-) สะสมที่ผนังหลอดอาหารที่ขั้วลบ ซึ่งไอออนนี้ที่มีความเป็นเบสสูงนี่เอง จึงทำการกัดกร่อนผนังของหลอดอาหารที่ถ่านกระดุมไปติดอยู่ ทำให้เนื้อเยื่อของหลอดอาหารตาย โดยเฉพาะถ่านที่มีความต่างศักย์เหลือในตัวถ่านมากกว่า 1.2 โวลต์ในตอนกลืนทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้โดยง่าย

นอกจากนี้ถ้าถ่านกระดุมหลุดไปได้ ไม่ติดอยู่ที่เดียว ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์กัดกร่อนของเนื้อเยื่อเกิดขึ้นนี่เอง (เป็นเหตุว่าทำไมจึงไม่ต้องทำอะไรถ้าถ่านมันไม่ได้ไปติดที่ไหน อึออกมาปกติ)

เมื่อมีเด็ก (หรือผู้ใหญ่) ที่เราสับสนว่ากลืนถ่านกระดุมหรือไม่ ในทางปฏิบัติแนะนำให้ทำการ X-ray เพื่อดูว่าลักษณะของภาพที่ได้เข้ากับถ่านหรือเปล่า โดยลักษณะของ X-ray ที่พบในถ่านกระดุม มักจะมี ขอบกลม (double ring or halo sign) ต่างจากเหรียญที่ไม่มีลักษณะนี้ นอกเหนือจากนี้การ X-ray ในท่า Lateral ก็อาจจะบอกได้ว่าขั้วลบของถ่าน (ขอบที่เล็กกว่าอีกด้าน) หันไปทาง Trachea หรือ Spine

ในการรักษาถ่านกระดุมติดบริเวณหลอดอาหาร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเอาออก โดยใน Guideline ฉบับปัจจุบันแนะนำให้เอาออกโดยเร็ว หากเป็นไปได้ก็ควรจะภายในสองชั่วโมง เนื่องจากถ้าเอาออกช้า อาจจะเกิดความเสียหายต่อหลอดอาหารได้มาก แนวทาง Guideline นั้นสามารถดูได้จากตัวเปเปอร์ฉบับเต็มครับ

นอกเหนือไปจากนี้ การป้องกันไม่ให้เด็กหยิบถ่านมากลืนได้โดยง่ายก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ปัจจุบันตามมาตรฐาน ANSI/UL60065 ในอุปกรณ์ที่ใช้ถ่านกระดุม การเปิดออกเพื่อเจอถ่านนั้นจะต้องอาศัยการขยับที่เปิดสองครั้ง จึงจะถึงตัวถ่าน และในสหรัฐยังมีความพยายามในการผลิตถ่านที่ต้องอยู่ในรังถ่านเท่านั้นถึงจะมีกระแสไฟฟ้าได้ แต่ก็ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากถ่านใหม่ก็จะเข้ากันไม่ได้กับรังถ่านแบบเดิมๆ ครับ

ที่มา: Jatana KR, Litovitz T, Reilly JS, Koltai PJ, Rider G, Jacobs IN. Pediatric button battery injuries: 2013 task force update. International journal of pediatric otorhinolaryngology. http://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0165587613002851#gr1

ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ เอ / เอช 1 เอ็น 1

พอดีวันนี้ไปตรวจ ไข้หวัดใหญ่ที่โรงพยาบาลรามา
ก็เลยได้เห็นแผ่นพับอธิบายวิธีการปฏิบัติตัวจึงเอามาฝากกันนะครับ
โดยทางโรงพยาบาลรามาฯ เปิดให้บริการตรวจคลินิกไข้หวัดตั้งแต่ 9.00 - 23.00 นะครับ




ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ เอ / เอช 1 เอ็น 1
จาก แผ่นพับของโรงพยาบาลรามาธิบดี



ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใมห่ เป็นโรคติดต่อระหว่างคนสู่คน เริ่มที่ประเทศเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา เมื่อมีนาคม 2552 แล้วแพร่ไปยังหลายประเทศ

เชื้อที่เป็นสาเหตุ



เป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 (A/H1N1) ไม่เคยพบมาก่อน เชื้ออยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย



การติดต่อ





เชื้อติดต่อระหว่างคนได้ง่าย โดย


  • การหายใจรับเชื้อเข้าไป เมื่อผู้ป่วยไอ จามรด
    หรืออยู่ในที่อากาศไม่ระบายและมีเชื้ออยู่

  • การรับเชื้อผ่านทางมือ
    หรือสิ่งของเครื่องใช้ที่เปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์
    ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น เชื้อจะเข้าทางจมูก ปาก และตา


ผู้ป่วยแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วย
แพร่เชื้อได้มากที่สุดใน 3 วันแรกที่ป่วย มักแพร่เชื้อไม่เกิน 7 วัน


อาการป่วย


ผู้ป่วยส่วนใหญ่เริ่มมีอาการหลังได้รับเชื้อ 1-3 วัน
ส่วนน้อยนานถึง 7 วัน


ผู้ที่ติดเชื้ออาจมีอาการน้อยเหมือนไข้หวัดธรรมดา คือมีไข้ต่ำๆ
เจ็บคอ ไอเล็กน้อย กินอาหารได้


บางคนมีอาการป่วยเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่อื่นๆ คือมีไข้
เจ็บคอ ไอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้
อาเจียน หรือมีท้องเสียด้วย


ส่วนใหญ่จะหายภายใน 5-7 วัน


โรคแทรกซ้อน


น้อยรายมีโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ มีอาการหายใจเร็ว เหนื่อย
หอบ หายใจลำบาก ซึ่งต้องรีบรับการรักษา


การรักษา


ผู้ป่วยติดเชื้อที่ต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล คือ



  1. ผู้ป่วยที่มีอาการมาก เช่น ไข้สูง ปวดหัว
    และปวดเมื่อยตัวมาก ไอมาก เหนื่อย หอบ กินอาหารไม่ได้

  2. ผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคที่ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ
    (เช่น มะเร็ง ได้รับยากดภูมิต้านทาน) โรคปอด โรคหัวใจ โรคไต โรคตับ เบาหวาน
    อ้วนมาก เป็นต้น

  3. ผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 5 ปี หรือมากกว่า 65 ปี


ผู้ป่วยที่มีอาการน้อย และผู้สัมผัสที่ไม่มีอาการ
ไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล ควรพักรักษาตัวที่บ้าน
โดย



  • กินยารักษาตามอาการ เช่น กินยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้
    ลดการปวดหัว ปวดเมื่อยตัว หรือเจ็บคอ เช็ดตัวลดไข้เป็นระยะ

  • ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มากๆ หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็น

  • พยายามกินอาหารที่มีประโยชน์ให้ได้มากพอเพียง
    โดยทั่วไปจะกินอาหารอ่อนได้ดีกว่า เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก ผลไม้ เป็นต้น

  • ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะเพราะไม่ช่วยรักษาไข้หวัดใหญ่
    เมื่ออาการไม่ดีขึ้นตามคาด ควรพบแพทย์
    และหากตรวจพบว่าการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
    แพทย์จะให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง
    การกินยาปฏิชีวนะอย่างไม่ถูกต้องก่อให้เกิดอันตรายได้

  • พักผ่อนให้เพียงพอในห้องที่มีอากาศถ่ายเทดี
    ไม่ออกกำลังกายหักโหมหรือทำงานหนักเกินไป

  • หากมีข้อสงสัย ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรใกล้บ้านได้


การป้องกันการติดเชื้อ


"กินร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือ"



  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่

  • เมื่อต้องเข้าใกล้ชิดผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในระยะน้อยกว่า 1
    เมตร ควรปิดปากและจมูก โดยใช้ผ้า หรือสวมหน้ากากอนามัย
    หากทำได้ควรให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัย

  • ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ ถ้าไม่มีให้ใช้เจลแอลกอฮอล์แทน
    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย หรือของใช้ที่อาจเปื้อนน้ำมูก
    น้ำลายของผู้ป่วย ก่อนกินอาหาร หลังกลับจากที่สาธารณะ หลังเข้าห้องน้ำ

  • ฝึกนิสัยไม่เอามือสัมผัสใบหน้า ปาก จมูก ตา โดยไม่จำเป็น

  • ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ
    ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น

  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โดยกินอาหารที่มีประโยชน์
    พักผ่อนให้พอเพียง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงบุหรี่และสุรา


การป้องกันการแพร่เชื้อ


ผู้ป่วยต้องป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น โดย



  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่ดี

  • หยุดงาน หยุดเรียน จนกว่าจะหาย

  • สวมหน้ากากอนามัย เมื่ออยู่กับผู้อื่น

  • ทุกครั้งที่ไอจาม ให้ใช้ต้นแขน หรือทิชชูปิดจมูก ปาก
    ทิ้งทิชชูลงในถังขยะที่มีฝาปิด แล้วล้างมือที่ปิดปากจมูกให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่

(c) Copyright 2015 Pawin Numthavaj. Powered by Blogger.