ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นอีกครั้งแล้วครับ (ช่วงนี้ถี่หน่อย แฮะๆ) ครั้งนี้เป็นทริปที่แพลนโดยเพื่อน ส่วนผมไปจอยเขาเฉยๆ ไม่ได้วางแผนการเที่ยวเองครับ แต่ก็แพลนไว้ได้ดี ได้เที่ยวหลายที่แทบไม่มีวันไหน fail เลย ทริปครั้งนี้เป็นครั้งแรกของผมที่ไปฮอกไกโดครับ แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ไปญี่ปุ่นโดยไม่ได้แวะโตเกียวเลยครับ ก็เลยขอลองสรุปทริปครั้งนี้ไว้นะครับ
วันแรก กรุงเทพ-สนามบินชินชิโตเสะ-ฮาโกดาเตะ
สรุปทริป ฮอกไกโด กุมภาพันธ์ 2558
Posted in Asahikawa, Hakodate, Hokkaido, Japan, Kiroro, Otaru, Sapporo, Snow festival, travel, trip, Winter festival
สรุปทริป โยโกฮาม่า ปีใหม่ 2558
ไปเที่ยวญี่ปุ่นมาอีกแล้วครับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คราวนี้ผมไปคนเดียวล้วนๆ เพราะว่าตอนแรกนัดเพื่อนที่โน่นไว้ แล้วพอดีเขาเปลี่ยนใจจะกลับเมืองไทยตอนที่ผมจะไปพอดี แต่ก็คิดไว้แล้วว่าจะไปพักกับบ้านคุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่นที่เป็นญาติห่างๆ ซึ่งแกเป็นพ่อกับแม่ของสามีของพี่สาวลูกพี่ลูกน้องผมครับ
ไปญี่ปุ่นกับครอบครัว (2) ตามหาฟูจิ.. ไม่เจอ T_T
กลับมาทริปญี่ปุ่นกันต่อนะครับ (ดองเค็มมากมาย) ตอนนี้จะกล่าวถึงวันที่สองครับ หลังจากวันแรกที่ผมถึงโตเกียว เนื่องจากแม่ต้องประชุมต่ออีกวันหนึ่ง ผมเลยไปเที่ยวตามหาฟูจิกับพ่อและน้องครับ
ที่ที่เลือกไปดูฟูจิครั้งนี้ก็ยังคงเป็นทะเลสาบ Kawaguchi (河口湖, Kawaguchi-ko) เหมือนเดิมกับคราวเมื่อสงกรานต์ที่ไปกับเพื่อนครับ เพราะรู้สึกว่าไปง่ายดีด้วยรถไฟครับ
การไปทะเลสาบนี้ไปได้สองวิธี คือรถบัส กับรถไฟครับ ผมเลือกที่จะไปรถไฟเพราะชอบนั่งรถไฟ แล้วก็รู้สึกว่าสะดวกสบายกว่ารถบัสครับ (ระยะเวลาไม่ห่างกันมากนักครับ แต่รถบัสจะถูกกว่า และไม่ต้องต่อรถไฟ)
ระบบ Self-Checkout ที่ Central Food Hall at Central World
วันนี้ได้ลองใช้ระบบ Self-Checkout หรือจ่ายเงินอัตโนมัติที่ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ Central World อีกครั้งครับ
ระบบนี้เพิ่งจะเอาเข้ามาใช้ที่นี่ได้สักประมาณ 1-2 เดือนนี้เอง ในต่างประเทศมีมาแล้ว 2-3 ปี แต่ก็น่าสนใจดีครับ ผมลองใช้มาสองทีแล้ว เลยขอพิมพ์เก็บเป็นข้อมูลเล่นๆ ดูครับ
เครื่องปัจจุบันที่ใช้อยู่ที่ Central Food Hall ที่ Central World นั้นมีอยู่ทั้งหมด 6 เครื่องครับ โดยหน้าตาของเครื่องคล้ายๆ กับเครื่องนี้เลย
กล่าวคือ เราจะต้องเอาตะกร้าเราไปวางที่ด้านขวามือของเครื่อง (ใครเข็นรถเข็นมาของเยอะๆ อด ต้องไปใช้ระบบจ่ายกับแคชเชียร์ตามปกติ) หลังจากนั้นเครื่องจะต้อนรับเราด้วยการให้กดปุ่มเริ่มกระบวนการบนจอ แล้วก็ให้เรารูดบัตรสมาชิกของซูเปอร์มาร์เก็ต (หรือใส่เบอร์โทรศัพท์สมาชิก)
พอเสร็จแล้วก็ถึงเวลาสแกนสินค้าในตะกร้าทีละชิ้นๆ ครับ โดยเราต้องหาบาร์โค้ด วางให้เครื่องสแกน แล้วก็เอาของที่สแกนเสร็จแล้วไปวางด้านซ้ายมือของเครื่อง เมื่อวางของแล้วเครื่องถึงจะอนุญาตให้เราสแกนชิ้นต่อไปได้ (ใช้ระบบดูน้ำหนักว่ามีของวางใหม่)
เมื่อสแกนครบแล้ว ก็กดปุ่มบนหน้าจอก็จะเข้าขั้นตอนจ่ายเงิน ในตอนนี้มีแต่ให้จ่ายผ่านบัตรเครดิต โดยเราก็จะต้องรูดบัตรเครดิตที่เครื่องหนึ่งครั้ง (คิดว่าคงไว้ดูรหัสหน้าบัตร) หลังจากนั้นถึงจะเสียบบัตรเพื่ออ่านชิพกับเครื่องรูดปกติ
ถ้าเราซื้อของน้อยกว่า 700 บาท กระบวนการรูดนั้นก็จะเสร็จเลย ไม่ต้องมาเซ็นยืนยันอะไรอีกครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่าถ้าเกินกว่านั้นอาจจะต้องเซ็นชื่อกำกับด้วย
อย่างไรก็ดีหลังจากที่ใช้มาสองครั้งนี้ ผมพบว่ามีปัญหา และข้อควรเปลี่ยนแปลงดังนี้ครับ
- ขั้นตอนในการสแกน ค่อนข้างดูยากเล็กน้อย จะต้องหันสินค้าให้ตรงกับที่จะสแกน
- บางครั้งสแกนแล้วมันจะขึ้น Error ซึ่งต้องให้พนักงานมาปลดล็อก ถึงจะสแกนอันถัดไปได้ (ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงขึ้น Error) ปัญหาคือมันขึ้นบ่อยมาก ผมซื้อของสิบชิ้น Error สักสี่ห้าชิ้นได้ ก็แทบไม่ต่างจากให้พนักงานสแกนให้
- ระบบจ่ายเงิน ยังไม่ลิงค์กับระบบใช้คูปองลดราคา ทำให้ใครมีคูปองแล้วจะใช้ ก็ต้องไปใช้ช่องปกติ
- ใครซื้อของเยอะๆ ก็ไม่สามารถใช้ระบบนี้ได้ จำกัดแค่ของตะกร้าเดียว
- ช่องเวลาไม่มีคน ว่างมากเสียจนไม่แน่ใจว่าช่องมันใช้ได้จริงหรือเปล่า (คนคงกลัวเดินเข้าไปแล้วเงิบ พอผมเดินเข้าไปใช้ปุ๊บ มีคนมาลองบ้างปั๊บ)
Posted in payment, self check-out, shopping, supermarket
ไปญี่ปุ่นกับครอบครัว (1) บิน A380 ไปกินซูชิมิโดริ, ขึ้น Mori Tower
เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นกับพ่อ แม่และน้องมาครับ
ปกติที่บ้านจะไม่ค่อยได้ไปต่างประเทศเท่าไหร่ครับ เนื่องจากมักจะไปบ้านคุณตาคุณยายที่อยู่ภาคใต้มากกว่า เลยถือว่าไปเที่ยวเลย ครั้งสุดท้ายที่ไปต่างประเทศก็คงจะเป็นตอนไปสิงคโปร์เมื่อสมัยผมอยู่ม. ต้นอะไรทำนองนั้น (จริงๆ ที่บ้านเขาก็ไปพม่า เขมร มัลดีฟ อะไรทำนองนี้อยู่ช่วงผมเรียนมหาวิทยาลัย แต่ผมก็ยุ่งเสียจนไม่สามารถไปร่วมวงได้) ก็นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่ไปต่างประเทศกับที่บ้านก็ได้มั้ง
ที่เลือกไปญี่ปุ่นในครั้งนี้เพราะคุณแม่ต้องไปประชุมอยู่แล้วที่ญี่ปุ่น เลยให้คุณแม่ถือโอกาสอยู่ต่อ ส่วนผม พ่อและน้องก็ไปเจอคุณแม่เอาหลังจากเลิกประชุมครับ
ความโชคดีครั้้งนี้คือช่วงนี้มีตั๋วโปรโมชั่นของการบินไทยพอดี บินไปกลับญี่ปุ่นก็แค่ 17,000 ทำให้ที่บ้านตัดสินใจว่าจะไปกัน นอกจากนี้ตั๋วการบินไทยยังไปลงที่หนึ่งแล้วออกมาจากอีกที่ก็ได้ เลยเลือกไปลงที่สนามบินนาริตะ และกลับจากสนามบินคันไซครับ
ไฟลท์ที่บินไปนาริตะของการบินไทยมีสองไฟลท์ คือไฟลท์ดึกที่เวลาดีกว่า (ออกดึก ถึงเช้า เที่ยวได้เลย) กับไฟลท์เช้าที่บินเช้าถึงเย็น แต่เนื่องด้วยไฟลท์เช้าใช้เครื่อง Airbus A380 ที่ไม่เคยนั่ง ก็เลยอยากลองนั่ง A380 ดูครับ
![]() |
| มาซะเช้าเลย สุวรรณภูมิค่อนข้างเงียบครับ |
ไฟลท์ออกประมาณเจ็ดโมงเช้าครับ ออกจากเกท C7 แน่นอนว่าครั้งนี้ผมก็ไปนั่งเลาจ์ King Power (ที่เข้าฟรีเพราะใช้บัตรเครดิต SCB Kingpower) รอเหมือนเดิม
![]() |
| เกทนี้แหละ TG 676 |
เครื่องบินลำใหญ่ดี ตอนขึ้นแบ่งเป็นข้างหน้ากับข้างหลังด้วย มีชั้นสอง แต่ผมนั่งชั้นล่างครับ
ข้อดีของ A380 การบินไทยนี่คือมีกล้องติดอยู่ตรงท้ายลำ ทำให้เห็นวิวว่าเครื่องบินกำลังบินอยู่ยังไง ซึ่งผมว่าทดแทนการที่ไม่ได้นั่งข้างหน้าต่างได้ดีทีเดียวครับ เสียแต่ว่าคุณภาพของภาพยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ (อารมณ์ประมาณทีวีความละเอียดปกติ) ถ้าเป็นภาพแบบ HD ผมว่าน่าจะดีกว่านี้อีก
ผมนั่งริมหน้าต่าง ผู้หญิงคนข้างหน้าเอาตุ๊กตาหมีสีชมพูลาย Polka Dot ขึ้นเครื่องด้วย!!!
อาหารที่เสริฟบนเครื่องเป็นแบบนี้ครับ ผมเลือกอาหารทะเลมาตั้งแต่ตอนจอง ได้ออกมาเป็นอาหารทะเลย่างๆ ก็อร่อยดี
ตอนไปถึงก็จอดที่ Terminal 1 ครับ ละแวกเดียวกับ ANA เลยมีเครื่องของ ANA เยอะมากๆ
![]() |
| เครื่อง ANA ทั้งนั้น |
![]() |
| อยากลองนั่ง 787 อีกอัน ยังไม่เคยนั่งเลย |
![]() |
| ห้องน้ำสนามบินญี่ปุ่น ก็ยังมีโถแบบญี่ปุ่น (แบบในการ์ตูน) นะ |
การเที่ยวครั้งนี้ผมเลือกไปโตเกียวก่อนสามวัน แล้วค่อยไปเที่ยวย่านคันไซ (เกียวโต และโอซาก้า) ในอีกสามวันที่เหลือครับ เนื่องจากพ่อและน้องยังไม่เคยมาเที่ยวที่โตเกียว เลยวางแผนว่าจะพาไปดูบรรยากาศเมืองก่อน รวมถึงไปดูฟูจิที่คาวากูจิโกะ (ที่ผมเพิ่งไปมากับเพื่อน) และผมเองก็อยากลองไปสวน Hitachi Seaside Park ที่เริ่มจะฮิตๆ กันในหมู่คนไทยด้วย
เนื่องจากเรามีออกนอกเมืองกัน ก็เลยวางแผนจะซื้อตั๋ว Kanto Area Pass ของ JR East ที่สามารถไปคาวากูจิโกะ และ Hitachi Seaside Park ที่อยู่จังหวัด Ibaraki (อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของโตเกียว) โดยพาสนี้ครอบคลุมทั้งสองอย่างนี้ครับ จริงๆ แอบเสียดาย เพราะอยู่ไม่นาน อดนั่งชิงกันเซ็นสายสั้นๆ เล่น แต่ไปกลับ Ibaraki อย่างเดียวนี่ก็คุ้มค่า Pass แล้วครับ เพราะค่อนข้างไกล
เมื่อใช้ Kanto Area Pass ผมก็เลยเลือกที่จะนั่งรถไฟเข้าเมืองด้วย JR Narita Express เพราะไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม แล้วก็ลงที่สถานี Tokyo ต่อรถใต้ดินเข้าโรงแรมไม่นานด้วย ใครจะซื้อตั๋วที่ Terminal 1 ให้ลงมาที่ใต้ดินแถวหน้าสถานีรถไฟ จะมีห้องขายตั๋ว JR East Information Center อยู่ครับ (คนละที่กับเค้าน์เตอร์สถานีนะครับ แต่ใกล้ๆ กันเลย) เนื่องจากผมคิดว่าเราจะนั่งรถไฟใต้ดินกันบ่อยด้วย ก็เลยซื้อตั๋วสามวันของ Tokyo Subway อีกอย่าง (ราคา 1,500 เยนสำหรับนักท่องเที่ยว นั่งใต้ดินได้ทุกสาย) คราวนี้เลยสะดวกเลยจะนั่ง JR หรือ Metro ไปไหนมาไหนก็สบายไม่ต้องคิดมากครับ
![]() |
| อย่างขบวนนี้ไป Tokyo ก่อนแล้วค่อยวนไป Shibuya, Shinjuku, Omiya |
![]() |
| รถไฟญี่ปุ่นมี AED อยู่บนรถด้วยละ |
หลังจากถึงสถานี Tokyo แล้วผมก็ต่อรถไฟใต้ดินสาย Marunouchi Line (สายสีแดงตัว M) มายังสถานี Akasaka-Mitsuke ที่โรงแรมครับ
ครั้งนี้ผมพักที่ Centurion Hotel Residential Akasaka ที่เลือกที่นี่เพราะอยู่ย่านเดิมที่เคยมาแล้ว (คิดว่าจะได้ไม่หลง) นอกจากนี้โรงแรมยังมีห้องแบบ Family คือแยกเป็นห้องย่อยอีกสองห้อง ให้พ่อแม่นอน แยกกับผมและน้อง และยังมีห้องนั่งเล่น กว้างหน่อยจะได้สบาย ไม่เหมือนโรงแรมญี่ปุ่นทั่วไปที่ค่อนข้างแคบ
หลังจากเช็คอินแล้วก็พบว่าเย็นพอดี (ไฟลท์ถึงสี่โมง กว่าจะนั่งมาโตเกียวก็หกโมงแล้ว) ก็เลยวางแผนว่าวันแรกจะไปแค่กินซูชิ กับไปเดินย่าน Roppongi ที่ไม่ไกลมากเล็กน้อยครับ
มื้อแรกของโตเกียวครั้งนี้เลือกไปกินซูชิที่ร้าน Sushi Midori สาขา Akasaka ครับ ซึ่งอยู่ในย่าน Akasaka Sacas เป็นสาขาที่ไม่ค่อยมีคนไทยไปเท่าไหร่ คิวก็ไม่นานด้วย (คนไทยส่วนใหญ่ไปกินสาขาชิบูย่า กับสาขากินซ่ากัน ได้ข่าวว่าสาขาอื่นรอเป็นชั่วโมง สาขานี้รอประมาณ 30 นาทีก็ได้นั่งโต๊ะ) อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีคนไทยมาพักย่านนี้ด้วยมั้ง เพราะผมไปมาสองทีก็ไม่ได้ยินภาษาไทยจากคนที่อยู่ย่านนี้เลยแฮะ ร้านอยู่ชั้น 2 ของ Akasaka Biz Towerครับ คราวที่แล้วก็มากินที่นี่
ความสนุกของการกินซูชิมื้อนี้คือกินท่ามกลางคนญี่ปุ่นล้วนๆ ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษเลยครับ ตั้งแต่นั่งรอคิว ให้กดคิวเองก็เป็นภาษาญี่ปุ่น (กดมั่วๆ ตามเขาไป) เวลาเรียกคิวก็เรียกเป็นตัวเลขภาษาญี่ปุ่น (ต้องลำบากโทรไปถามเพื่อนว่าเลขคิวนี้อ่านว่ายังไงอีก) แต่ในที่สุดก็ได้กินไม่มีปัญหาอะไรครับ
ซูชิร้านนี้ไม่แพงครับ อร่อยด้วย ในชุดก่อนอื่นเลยเขาจะเอาชากับไข่ตุ๋นมาเสริฟให้ทานก่อนครับ
หลังจากนั้นเป็นสลัดมันปู อร่อยโฮก
อันนี้สั่งเพิ่ม ชิราโกะ รสชาติมันๆ กินกับซอสพอนสึเปรี้ยวๆ อร่อยสุดๆ (กินหมดแล้วค่อยบอกน้องว่ามันคือท่อนำอสุจิของปลา แต่น้องก็ไม่อ้วกนะ)
![]() |
| โรลปลาไหลของพ่อ (พ่อไม่กินปลาดิบครับ) |
![]() |
| สลัดปลาดิบรวม |
แล้วในที่สุดจานหลักที่เป็นเซ็ตก็มาครับ แน่นอนว่าผมเลือกสั่งเซ็ตใหญ่สุดเหมือนเดิม (มาทั้งทีขอจัดเต็ม) ราคา 3,000 เยน เป็นเงินไทยก็พันนึง คุ้มมากเพราะมีหมดเลย โอโทโร่ ชูโทโร่ กุ้ง ปู ปลาไหล หอย ไข่หวาน ทั้งยังมีสลัด ซุป ไข่ตุ๋นอีก
![]() |
| ชูโทโร่กับไข่ปลาซาลมอน (ที่ในที่สุดเหลือชิ้นนึงเพราะกินไม่หมด เสียดายโคตร) |
![]() |
| โอโทโร่ ใครชอบน่าจะฟิน แต่ผมไม่ค่อยชอบแหะ ผมไม่ชอบอะไรที่มันมันๆ ง่ะ |
![]() |
| หอยเม่น กินแล้วเข้าใจเลยว่าคำว่าหวาน กับไม่คาว มันเป็นยังไง |
![]() |
| ปูครับ |
ต่อจากนั้นเราก็เดินกันไปที่ Roppongi Hills เพื่อไปขึ้น Mori Tower ครับ
![]() |
| ป้ายรถเมล์ที่ญี่ปุ่น บอกทางได้ดีมาก แต่ไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษ |
วิวที่ Roppongi Hills Mori Tower ก็สวยดีครับ ข้อดีคือเห็นมุม Tokyo Tower ด้วย ค่าขึ้นพันห้าร้อยเยน แต่ผมว่ามุมที่ Tokyo Sky Tree สวยและสูงกว่า ราคาก็พอๆ กันครับ แต่ใครอยู่ย่านนี้ก็ลองมาขึ้นได้ครับ ไม่ค่อยมีคิว
เสร็จแล้วเราก็นั่งรถไฟกลับโรงแรมกัน ก่อนเข้าโรงแรมก็แวะ Family Mart นิดหน่อย
![]() |
| Grape Tea อันนี้ก็อร่อยดี |
![]() |
| กาแฟมีให้เลือกอย่างเยอะ |
พอเสร็จแล้วก็เดินกลับโรงแรมนอนครับ เป็นอันว่าจบวันแรกครับ





























